Tag: อยู่เป็นโสด

การตั้งจิตเป็นโสด เกิดมาชาติใดก็ขออย่าได้มีคู่ครองอีกเลย ทำได้จริงไหม? ทำอย่างไร?

March 10, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 167 views 1

การตั้งจิตเป็นโสด เกิดมาชาติใดก็ขออย่าได้มีคู่ครองอีกเลย ทำได้จริงไหม? ทำอย่างไร?

มีคำถามเข้ามาว่า “ตั้งอธิฐาน​จิตอย่างไรให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นโสดหมดพันธะเรื่องคู่ครอง” ก็จะตอบกันไปตามที่รู้ ซึ่งการตั้งจิตเป็นโสดนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำได้ เข้าถึงผลได้ คือทำจิตให้เป็นโสดได้ แต่จะข้ามภพข้ามชาติหรือไม่อย่างไรก็ลองอ่านกันต่อดู

การตั้งจิตเป็นโสด

ใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า และ “ผู้ที่ประพฤติตนเป็นโสด คนเขาก็รู้กันว่าเป็นบัณฑิต” ก็เป็นคำยืนยันในทิศทางปฏิบัติที่เจริญ ดังนั้น การตั้งจิตตั้งใจว่าจะอยู่เป็นโสด ก็ถือเป็นความเจริญทางหนึ่งที่ผู้ศรัทธาพึงปฏิบัติ การตั้งจิตเป็นโสดนั้น คือการตั้งใจไว้ว่าตนเองจะประพฤติกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในธรรมที่พาให้เป็นโสด ไม่ส่งเสริมในสิ่งใด ๆ ที่จะพาให้มีคู่ ดังนั้น คนที่ตั้งจิตเป็นโสดจะต้องคอยตรวจสอบกายวาจาใจของตนว่ากิจกรรมเหล่านั้น เป็นไปเพื่อส่งเสริมความเป็นโสด หรือเพิ่มความหลงมัวเมาในความเป็นคู่

การจะอยู่เป็นโสดได้นั้น จำเป็นต้องมีตัวอย่างที่ดี มีคำสอนที่เป็นหลักชัย เพราะตัวอย่างที่ดีจะเป็นกำลังใจและคำสอนที่ดีจะเป็นปัญญาพาให้ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติ ฝ่าฟันผ่านการหลอกหลอนของกิเลสได้

เมื่อคนตั้งใจจะเป็นโสด ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นโสดได้อย่างที่ใจตั้งไว้ จะมีมารเข้ามาเพื่อทำให้ใจนั้นล้มเลิก ล้มเหลว มารนั้นคือกิเลสของเราเอง แต่จะผ่านเข้ามาผ่านการกระทบสิ่งต่าง ๆ ในโลก เช่นเจอคนที่ชอบ คนที่ชอบเขามาคุยด้วย คนที่ชอบมาบอกรัก คนที่ชอบมาขอคบหา คนที่ชอบมาขอแต่งงาน ฯลฯ อะไรทำนองนี้ ก็เป็นโจทย์ที่จะคอยผลักให้ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติ ล้มเลิกที่จะพัฒนาตนให้ก้าวข้ามความอยากมีคู่ได้

การตั้งใจประพฤติปฏิบัติตนเป็นโสดในคนโสดนั้น ก็ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ คือตั้งใจ และหาครูบาอาจารย์ที่จะคอยช่วยแนะนำ สั่งสอน ตักเตือนในประเด็นที่ได้ประมาทไป หาหมู่มิตรดีที่มีพลังในการช่วยในการต่อสู้กับความอยากมีคู่ ต้องสร้างองค์ประกอบที่ตนเองจะสามารถประสบความสำเร็จได้ง่าย เหมือนนักรบที่รู้จักชัยภูมิในสงคราม เมื่อเขารู้ว่าควรจะตั้งทัพตรงไหน บุกจากตรงไหน ป้องกันตรงไหน ก็จะชนะศึกนั้นได้ไม่ยาก ก็เหมือนกับคนที่ตั้งใจจะเป็นโสด ก็ต้องรู้จักหลักว่าควรจะรบและรับอย่างไร ควรจะมีพันธมิตรเป็นใคร ควรจะอยู่ห่างใคร จึงจะประสบผลสำเร็จ

ทั้งนี้การประพฤติตนให้อยู่เป็นโสดนั้น จะสอดคล้องกับการถือศีล 8 ดังนั้น ถ้าจะให้ปฏิบัติไม่ยากไม่ลำบากนัก ก็ควรจะปฏิบัติศีล 5 ให้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไม่ผิดศีลมาก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่มีกำลังไปสู้กับมารที่แกร่งกว่า การถือปฏิบัติศีล 8 ไปพร้อม ๆ กัน จะช่วยเพิ่มพลังในการต่อสู้กับกิเลสได้มากขึ้น ยิ่งทำศีล 8 ได้ดีเท่าไหร่ อัตราการรอดพ้นก็สูงขึ้น

การตั้งจิตเป็นโสดในคนคู่

การปฏิบัติตนเป็นโสดในคนที่มีคู่ครองจะยากและซับซ้อนกว่าคนโสด และจะยากขึ้นไปอีกเมื่อมีลูก แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ทั้งนี้การปฏิบัติตนเป็นโสดนั้นในสภาพคนคู่นั้น คือการปฏิบัติที่จิต ทำในใจตนเอง เพราะการดูแลคู่ครองและการดูแลลูกนั้น ก็ยังเป็นหน้าที่ ยังเป็นมงคลชีวิตที่ควรกระทำอยู่ดี แล้วจะทำอย่างไรที่ต้องแบกหน้าที่ไปด้วย ตั้งจิตเป็นโสดไปด้วย?

โจทย์ ในการตั้งจิตเป็นโสดของคนคู่จะมีมากขึ้นตามตัวแปรที่เพิ่มขึ้น มันจะผูกจะพันวกวนไปมาตามปริมาณของตัวแปรมีมากนั้น ๆ ยิ่งมีคนมาเกี่ยวข้องด้วยเท่าไหร่ ก็จะยิ่งยุ่งยากมากเท่านั้น คนมีคู่ที่จะตั้งจิตเป็นโสด จึงต้องจัดการกิเลสหลาย ๆ เรื่องที่เข้ามาทำให้จิตใจขุ่นมัว เพื่อที่จะมุ่งเป้าให้ชัดในการจะกำจัดกับความหลงในการมีคู่

เหตุของการมีคู่ คือกิเลสที่หลงสุขไปกับการมีคู่ เป็นไปได้ทั้งสองทางคือฝั่งกามและอัตตา กามคือการเสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อัตตาคือความอยากได้สมดั่งใจตน ได้สมตามที่ตนเชื่อถือ เช่น เชื่อว่ามีความรักแล้วชีวิตจะสมบูรณ์แบบ ฯลฯ

ความหลงสุขในกามและอัตตานี่เอง ที่ดึงคนให้หลงเข้าไปเสพ ตรึงคนให้วนเวียนอยู่ ออกไม่ได้ เราจะต้องทำความชัดเจนในใจในแต่ละประเด็นว่าเราหลงติดหลงยึดอะไร ถึงได้ยอมเป็นทุกข์อยู่จนถึงทุกวันนี้ ทำไมถึงได้เลือกเขามาเป็นคู่ ทำไมถึงได้สร้างลูกคนนี้คนนั้นขึ้นมา แต่ละอย่างที่เกิดขึ้นมามันมีเหตุ เราต้องดับเหตุตัวนั้น อันนี้เรียกว่าส่วนอดีต เป็นสิ่งที่ต้องชำระ เพราะหากระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตแล้วยังมีอาการชอบหรือชัง ก็ยังเรียกว่าผูกพัน ไม่พ้นจากความเป็นคู่ไปได้ เรียกว่าการตรวจเวทนาในอดีต หนึ่งในองค์ประกอบของเวทนา 108 ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะต้องทำเมื่อจะปฏิบัติสู่การพ้นทุกข์

ส่วนของปัจจุบัน ก็ต้องตรวจใจว่าในแต่ละกรรมกิริยา แต่ละการกระทบที่เกิดขึ้น ที่เขาพูด ที่เขาทำ แล้วกระทบใจเรา เรายังหลงชอบหลงชังอยู่ไหม ยังปลื้มใจ ดีใจ ภูมิใจอยู่ไหม หรือไปทางชิงชังรังเกียจ ทั้งสองทางเรียกว่าทางโต่งสองด้านของจิตที่ไม่พาพ้นทุกข์ เมื่อเรากระทบกับเหตุการณ์ เราก็ต้องจับอาการ จับเวทนา ว่ามันไปทางทิศไหน ชอบหรือชัง ทำให้เกิดสุขหรือทุกข์ และตรวจต่อไปว่าสุขทุกข์นั้นเกิดขึ้นจากเราหลงในอะไร เพราะความจริงคือมันไม่มีสุขและไม่มีทุกข์ด้วย (ในกรณีเป็นการพูดกระทบ มอง แสดงอาการ ฯลฯ ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย หรือการเยียวยารักษา) แต่เป็นเราเองที่เติมสุขทุกข์เหล่านั้น ลวงจิตของเราเอง เราก็ตรวจหาความหลงของเราที่ทำให้เกิดอาการของจิตเหล่านั้น แล้วใช้ธรรมะที่ได้เรียนมาจากครูบาอาจารย์ หรือถ้าไม่มาไม่ไปก็ไปสอบถามปรึกษาอาจารย์หรือมิตรดี ก็จะทำให้ผ่านพ้นได้เร็วขึ้น

เมื่อจิตกำจัดความหลงในคู่ครองได้โดยลำดับ จะรู้ตัวว่าเริ่มพ้นจากการที่ต้องพึ่งพาอาศัยเขาอยู่ คือไม่ว่าเขาจะพูดหรือทำอะไร เราก็จะไม่หลงชอบหลงชัง หลงสุขหลงทุกข์ตามเขา เราก็ปกติของเรา นิ่งเหมือนทะเลสาบไร้ลม ไม่มีแม้คลื่นใด ๆ ที่เกิดการกระเพื่อมหรือขยับแม้เล็กแม้น้อย อันนี้คือเรามีอิสระในจิตเราแล้ว เราไม่ถูกครอบงำโดยเขาอีกต่อไปแล้ว เขาจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ จะพบว่า ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเขาอยู่ ใจเราก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะเราไม่ได้พึ่งพาเขา ไม่ได้หลงเขา ไม่ได้เอาใจไปฝากไว้ที่เขา แต่เอาไว้ที่ตัวเอง ไว้กับตัวเอง เป็นความโสดในจิต

การตั้งใจเป็นโสดก็คือทำใจให้เป็นโสด ไม่หลง ไม่พึ่งพิง ไม่ตกอยู่ในอำนาจของเขา เป็นอิสระ ถ้าทำได้แล้วก็ทำหน้าที่ต่อไปเหมือนเคย และการทำหน้าที่คู่และผู้ปกครองจะดีขึ้น เพราะไม่มีอคติลำเอียง ชีวิตคู่จะเป็นอยู่ผาสุกขึ้นเพราะเราจะไม่ไปเอาอะไรจากเขา ที่เหลือก็ทำดีให้มาก ๆ เพิ่มศีลขึ้น ขยันฟังธรรม ทำความเข้าใจเรื่องกรรมว่าไปผูกเขามาแล้วก็ต้องรับกรรม ถึงเวลาถ้าเขาจะปล่อยเรา เดี๋ยวก็จะมีสัญญาณเอง เช่น เขามีคนอื่น, เขาอยากเลิกเอง, เขาตาย … เราก็แค่รับความเป็นจริงในเหตุการณ์นั้นตามจริง คือเขาจะไปเราก็ปล่อย คนใจเป็นโสดนี่เขาไม่ยึดคู่อยู่แล้ว พร้อมวาง พร้อมเลิกเสมอ แต่ไม่โลภมากที่จะรีบเลิก แล้วก็ไม่กลัวจนเกินไปจนไปเสริมกิเลสคู่ พอปล่อยเสร็จเราก็เป็นโสดแล้ว ก็อยู่ไป ทำดีไปตามภูมิ ไม่เสียเวลาต้องแสวงหาใหม่ เพราะถ้าจิตเป็นโสดจะไม่แสวงหาใคร

คนที่มีลูก ก็ต้องพิจารณาเรื่องลูกด้วย ให้ละหน่ายคลายความหลงรักลูก เพราะลูกนี่แหละ คืออีกหนึ่งเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนอยากมีคู่ เพราะอยากมีลูกเลยต้องหาคู่ เพราะหลงว่าลูกจะดี ต้องมีคู่ดี เรื่องมันเลยยุ่ง เพราะจริง ๆ ไม่ได้ติดคู่ครองมาก แต่ติดลูก เวลาล้างกิเลสไปมันจะติด ค้างแบบงง ๆ เหมือนจะไม่ติดไม่ชอบไม่ชังคู่ แต่จะไม่ผ่องใส จะต้องล้างความหลงในผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ทำเปื้อน(หลง)มาเท่าไหร่  ต้องล้างให้สะอาดทั้งหมดเท่านั้น ถึงจะพ้นทุกข์ได้

การตั้งจิตเป็นโสดข้ามภพข้ามชาติ

การตั้งจิตเป็นโสดในชาติหน้านั้นเป็นการตั้งความหวังในเรื่องของอนาคต แต่ก็สามารถทำในชาตินี้ได้ ก็คือการตรวจใจว่าถ้าในอนาคต มีคนเข้ามาแบบนั้นแบบนี้ ในเงื่อนไขนั่นนู่นนี่ เราจะเผลอใจไปไหม ก็ตรวจตนเองไป เอาเหตุการณ์ข้างนอกที่มีนั่นแหละ มาตรวจว่าเรายังมีจิตยินดีในการมีคู่ของคนนั้นคนนี้อยู่รึเปล่า ดูหนังดูละครแล้วยังเคลิ้มไปกับเขารึเปล่า การตรวจเวทนาในอนาคตคือตรวจสิ่งที่ยังไม่เกิดจริง โดยใช้จิตปัจจุบันเป็นตัวอ้างอิง

เช่นบางคนแค่นึกถึงว่าจะมีคนแบบนั้นแบบนี้เข้ามา ก็เป็นสุขแล้ว แค่คิดก็เป็นสุข อันนี้เป็นลักษณะของการฝันไปในอนาคตแต่เป็นสุขในปัจจุบัน การตรวจกิเลสก็เช่นกัน คือใช้องค์ประกอบที่มีแนวโน้มจะเกิดในอนาคตมาตรวจความหวั่นไหวในปัจจุบัน แล้วขยันตรวจซ้ำกับเหตุการณ์ในอดีต ล้างความหลงติดหลงยึดที่พาให้เกิดชอบหรือชังไปตามลำดับ(มรรค) และยืนยัน “ผล” ด้วยความจริงที่ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ที่จะล่อลวงไปให้หลงมีคู่ใด ๆ ในปัจจุบัน

ตรวจเวทนา คือความชอบความชัง ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต นี้วนไปวนมา จนมั่นใจแล้วไม่ว่าจะมาแบบไหนก็ไม่หวั่นไหว จิตไม่ไหลไปตามกิเลส ไม่เคลิ้มไปตามเรื่องชวนฝัน ก็เป็นใช้ได้ ยิ่งมีตัวยืนยันในปัจจุบันเลยจะยิ่งชัดในใจตนเองว่า “ไม่แพ้

ถ้าใจตั้งมั่นแม้มารยกทัพมากระทืบ ใจก็ยังไม่หวั่นไหว ก็ยืนยันได้เลยว่าอนาคตไม่แพ้แน่นอน นั่นหมายความว่าสิ่งนี้แหละ จะติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ แต่….

ถึงแม้ว่าเราจะทำจิตให้เป็นโสดได้ดังนี้แล้วก็ตาม ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะการันตีว่าเกิดชาติหน้าเราจะไม่หลงไปมีคู่ ขนาดพระพุทธเจ้าที่มีบุญบารมีสูงสุดในโลก ยังต้องไปมีคู่ ข้อนั้นเพราะอะไร นั่นก็เพราะแรงกรรมมันมากกว่า ท่านมีกรรมที่ต้องรับ เราเองก็เช่นกัน ล่อหลอกมอมเมาคู่มาเท่าไหร่ เป็นตัวอย่างให้คนหลงไปมีคู่มาเท่าไหร่ เคยเป็นแรงเหนี่ยวนำให้คนยินดีในการมีคู่มีครอบครัวมาเท่าไหร่ เราต้องรับกรรมนั้นแน่ ๆ  แต่…

ถึงแม้เราจะต้องรับกรรมเหล่านั้น แต่มันก็ไม่ได้ร้ายขนาดที่จะต้องหลงมัวเมาไปตลอดชาติ กรรมนั้นรับแล้วก็หมดไปเป็นส่วน ๆ แม้กรรมชั่วเราทำมา แต่กรรมดีเราก็ทำมาเช่นกัน และถ้าทำกรรมดีขนาดพ้นจากความหลงในการมีคู่ด้วย ดังเช่นพระพุทธเจ้า  เวลาจะออกจากครอบครัว จะมีพลังในการออกได้ทันที เช่นเดียวกับพระมหากัสสัสสปะ พอคิดจะเลิก ก็เลิกได้ทันที จิตจะไม่หวั่นไหว และคู่ครองจะรั้งไว้ไม่ได้ พอกรรมหมดอำนาจ วิบากคลายก็สามารถหลุดออกมาได้ทันที จะมีองค์ประกอบที่จะไม่มีใครขัดหรือรั้งไว้ได้

หลุดพ้นในแบบที่คนทั่วไปทำไม่ได้ เพราะคนทั่วไปที่เขาไม่เคยทำมา ไม่เคยสะสมกรรมดีระดับหลุดพ้นคู่มา แม้เขาพบธรรมะ แต่ใจเขาจะไม่อยากออก มันจะออกยาก จะผูกพัน หรือไม่ก็คู่รั้งไว้ ผูกไว้ มันจะสะบัดออกยาก แม้อยากออกก็ไม่มีปัญญาจะออก ไม่ก็เวียนกลับไปหลงมัวเมาเหมือนเดิม อันนี้คือตัวอย่างของความต่างระหว่างผู้ที่สะสมภูมิธรรมในการหลุดพ้นจากคู่มาข้ามภพข้ามชาติกับคนทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติอะไรมาเลย ให้สังเกตตอนตั้งใจปฏิบัติจะมีความยากง่ายที่ต่างกัน บางคนแค่คิดก็ทำได้เลย บางคนนี่ฟังพระพุทธเจ้าก็แล้ว ฟังอาจารย์ก็แล้ว ฟังเพื่อนก็แล้ว นั่งสมาธิฝึกสงบใจก็แล้ว ตั้งสติหลุดฟุ้งซ่านก็แล้ว ก็ยังอยากไปมีคู่อยู่นั่นแหละ มันก็จะมีวิบากกรรมต่าง ๆ กันไปตามที่ทำมา

สุดท้ายคนที่มี “ทุนเก่า” หรือ “บุญเก่า” ที่ประพฤติตนเป็นโสดมาข้ามภพข้ามชาติ จะรู้ได้ด้วยตนเอง ว่าตนทำมามาก ปฏิบัติมามาก ไม่ใช่ว่าได้มาเพราะบังเอิญ หรือเพราะไม่มีคนมาจีบ ฯลฯ แต่ได้มาเพราะตั้งใจปฏิบัติสะสมผลข้ามภพข้ามชาติ โดยสภาพก็จะมีทั้งกำลังจิตที่เข็มแข็งและปัญญาติดตัวมาด้วย

นี้คือสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของการตั้งจิตเป็นโสดข้ามภพข้ามชาติ เหมือนกับคนรวย จะไปที่ไหน ๆ ก็เบิกเงินใช้ได้ไม่ยาก คนที่ตั้งใจปฏิบัติก็เช่นกัน ถ้าทำมามาก ไปเกิดที่ไหน ๆ ก็จะไม่เดือดร้อนมาก ซึ่งการจะสะสมผลเหล่านี้ ก็จะทำกันที่ “ปัจจุบัน” เท่านั้น ดังนั้นผู้ที่ตั้งใจจะเป็นโสดทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ก็จะต้องทำปัจจุบันให้จิตเป็นโสดมั่นคงยั่นยืนถาวรไม่เวียนกลับ ฯลฯ ให้ได้ แล้วสั่งสมกุศลด้วยการบำเพ็ญ ทำตนเป็นตัวอย่าง เผยแพร่ธรรมที่ตนมีจริง ก็จะเป็นทุน (กุศลกรรม) ที่จะส่งผลให้ได้อยู่ผาสุกปลอดภัยในอนาคต

6.3.2563่

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

อย่าแต่งงานเลย อยู่เป็นสมบัติของชาติเถอะ!

January 2, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 119 views 0

มานึกออกวันนี้ ได้ยินมาก็นาน เวลาที่เพื่อนผู้หญิงในเฟสบุคเขากล่าวถึงสามีแห่งชาติอะไรประมาณนี้แหละ เป็นคำที่มักจะได้ยินอยู่บ่อย ๆ

ถ้าเป็นคนที่มีคนรักมาก ๆ ก็ไม่มีใครอยากจะให้เขาไปเป็นของใครคนใดคนหนึ่งหรอก ใครก็ฝันอยากจะได้เขาคนนั้นมาเป็นคู่ทั้งนั้น(แม้จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็อยากฝัน) แล้วถ้ามีคนอื่นได้ไปแล้ว แต่เราไม่ได้ ก็มักจะอิจฉาตาร้อนกัน

พวกดาราก็เป็นตัวอย่างที่ยกมาให้พอเห็นภาพ พอมาชีวิตจริง คนที่คนอยากได้กันมาก ๆ อันดับแรกน่าจะคนหน้าตาดี คนรวย . . . ส่วนคนดีน่าจะเป็นฟังชั่นท้าย ๆ ที่เขาเลือก

ทีนี้คนที่มีดีมาก ๆ ก็ต้องมีคนอยากได้หลายคน มันก็จะแย่งกัน แม้จะแย่งกันในใจแต่มันก็ยังเป็นทุกข์อยู่ สมมติว่าเราไปชอบสาวสวยคนหนึ่ง แล้วมีผู้ชายมากมายมาจีบ มันก็จะมีอาการร้อนรนเป็นธรรมดา

แต่ถ้าสาวสวยคนนั้น ประกาศว่าจะตั้งตนเป็นโสดไปทั้งชาติ ให้เลิกหวัง อันนี้เขาก็โล่งใจไปหนึ่งเปราะ เพราะเหมือนจะมีธรรมมากั้นคู่แข่งไว้ ที่เหลือก็มีแค่ความโง่ส่วนตัวแล้วที่จะไปหวังเอาชนะใจเขา ถ้าเลิกเอาชนะ มันก็พ้นทุกข์ ถ้ายังไปเอาชนะอยู่มันก็ทุกข์ทั้งสองฝ่าย

จะเห็นได้ว่า แม้เราจะมีองค์ประกอบที่ดีเลิศ เช่น เกิดมาหน้าตาดี มีฐานะดี การศึกษาดี การงานดี แต่ถ้าเราไม่ใช้องค์ประกอบเหล่านั้นในการล่อลวงคน เขาก็จะไม่เป็นทุกข์ หรือเป็นทุกข์น้อย แต่ถ้าเรายิ่งยั่ว ยิ่งอ่อย นี่มันจะไปกันใหญ่ เขาจะร้อนรน กระสันอยากได้เรา มันก็เป็นวิธีของคนฉลาด(กิเลส) ที่จะยั่วเย้าให้คนเข้ามาหลงตนเองมาก ๆ แล้วเลือกเอาแต่ที่ถูกใจ

ก็ยังเป็นมิจฉาชีพอยู่ เพราะมีการเลี้ยงชีพ(การทำให้ชีวิตดำรงอยู่) ด้วยทางที่ผิด คือมีการล่อลวงคนอื่นเขา ด้วยองค์ประกอบที่เรามี เช่น อบายมุข กาม โลกธรรม อัตตา มันก็จะพากันไปทุกข์ในท้ายที่สุด

ถ้าคนบำเพ็ญคุณความดีมาหลาย ๆ ชาติ จะมีองค์ประกอบดี ๆ ทั้งหลายเกิดขึ้นในตนเอง เอาไว้ให้โลกได้เสียดายเล่น ๆ แต่จริง ๆ คือเอาไว้ให้ดูเป็นตัวอย่างนั่นแหละ ว่าหน้าตา การศึกษา ฐานะ ฯลฯ ไม่ใช่สิ่งที่จะพาให้พ้นทุกข์ได้เลย พอเข้าใจอย่างนั้นเราก็จะไม่เอาสิ่งเหล่านั้นไปล่อลวงใครให้หลงตามที่เรามี

มันก็จะเป็นไปของมันอยู่แบบนั้น คือมีอยู่นะ หน้าตา ฐานะ การศึกษา ฯลฯ แต่จะไม่เป็นโทษต่อใคร จะมีแต่ทำประโยชน์ให้เขา ไม่ล่อลวงเขา

การยั่ว การอ่อย การทอดสะพาน ฯลฯ สารพัดการดึงดูดความสนใจนั้นยังเป็นพฤติกรรมล่อลวงอยู่ ยังหาเหยื่ออยู่ ต้องหาคนที่เขาหลงมาเสพ คือหาคนโง่กว่าเข้ามาในชีวิตตนนั่นแหละ เพราะคนที่เขามีปัญญามากกว่า เขาไม่ติดกับอะไรพวกนี้อยู่แล้ว มันเลยต้องอาศัยอบายมุข กาม โลกธรรม อัตตา นี่แหละ เป็นเหยื่อล่อ

ถ้าไม่มีพฤติกรรมเหล่านี้ มันก็จบ ก็ปล่อยคนเขาอยู่ของเขาไป ให้หลงไปตามธรรมของเขาไป แต่อย่าให้เขามาหลงเพราะเราเป็นเหตุ

เราก็อยู่ให้เขาดู เป็นสมบัติของชาติ เป็นของสาธารณะ เป็นอิสระ ไม่ผูกมัด เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริง เพราะไม่เบียดเบียนใคร และไม่ล่อลวงให้ใครมาเบียดเบียนเรา

เอาเวลาไปช่วยเหลือเกื้อกูลผู้คนจะดีกว่า คิดดู ถ้าตั้งใจบำเพ็ญตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว แก่ไปบารมีจะมากขนาดไหน คนดี คนมีน้ำใจ สังคมเขาไม่ปล่อยให้อดอยากแห้งตายไปเปล่า ๆ หรอก เขาจะรักษาไว้ เพราะเขาได้ประโยชน์จากการทำดีของเรา

ถ้าเขาปล่อยตายก็ดีเหมือนกัน จะได้ทำเป็นตัวอย่างให้โลกเห็น จะได้แสดงธรรมในหมวดการปล่อยวาง ว่าการทำดีที่จริงนั้น ไม่ได้หวังให้ใครมาตอบแทน ไม่ได้หวังให้ใครมาเข้าใจ ผาสุกทั้งตอนทำ และมีความผาสุกเป็นผลสืบเนื่องต่อไป

อย่าไปแต่งงานเลย อยู่เป็นโสดเป็นสมบัติแก่โลกนี้เถอะ บัณฑิตในยุคนี้มีน้อยเหลือเกิน พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า คนที่เขาประพฤติตนเป็นโสด เขาก็รู้กันว่า ก็มีแต่บัณฑิตนั่นแหละ

ปฏิบัติตนอย่างไร จึงทำให้ไม่อยากมีคู่

December 14, 2019 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 111 views 0

ถาม : ปฏิบัติตนอย่างไร จึงทำให้ไม่อยากมีคู่

ตอบ : กำจัดกิเลส

ขยายเพิ่ม…

กำจัดความหลงที่พาให้อยากไปมีคู่

ขยายเพิ่มอีก…

ความอยากไปมีคู่นั้นคือ “ตัณหา” คืออาการแส่หา แสวงหาสิ่งที่อยากได้อยากเสพ เพราะหลงว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งดี ที่ควรได้ น่าเสพ มีประโยชน์ ฯลฯ ความหลงคือ “โมหะ” ความยึดคือ “อุปาทาน” ที่คนอยากไปมีคู่เพราะยึดในความหลงสุขจนปล่อยตัวปล่อยใจไปแสวงหาคู่ ดังนั้น สิ่งที่ต้องกำจัดคือความหลง แต่จะไปกำจัดความหลงตั้งแต่แรกไม่ได้ เพราะมันอยู่ลึก เราต้องเริ่มจากตื้นคือจัดการกับตัณหาเสียก่อน คุมทวารทั้ง 6 ตา หู จมูก ปาก ร่างกาย และใจ ไม่ให้ไหลไปตามความอยากเสียก่อน แล้วตั้งสติกำหนดรู้อาการที่เกิดขึ้น แล้ววิจัยอาการนั้น ๆ ว่าเกิดจากการที่เราอยากเสพสิ่งใด เราถึงมีใจพุ่งไปเช่นนั้น จับอาการนั้นได้ เหมือนจับโจรได้ แต่ต้องลงโทษโจรให้เด็ดขาด สรุปคือต้องชัดก่อนว่าที่อยากมีคู่นั้นอยากได้อยากเสพเรื่องอะไร แต่ละคนจะมีเรื่องที่ติดไม่เหมือนกัน ต้องแจกแจงกิเลสในตัวเองให้ละเอียดจึงจะสามารถ ดำเนินการต่อในขั้นกำจัดได้ ในขั้นกำจัดนั้น ต้องอาศัยธรรมะจากผู้รู้ จากพระพุทธเจ้า จากครูบาอาจารย์ที่ถูกตรงจริง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่แค่แปะป้ายว่าอรหันต์ ต้องมีสภาวะจริง จึงจะได้ความรู้มาเพื่อพิจารณาล้างกิเลสในตน คือใช้ธรรมะ ล้างอธรรม จิตมันเบี้ยว มันหลงตรงไหน ใช้ธรรมะดัดให้ตรง ตัดให้ตรง เติมให้ตรง ทิฏฐิที่ผิดในความอยากมีคู่จะมีทั้งเกินและพร่อง ธรรมะของครูบาอาจารย์จะเป็นตัวเทียบว่าตนเองนั้นเกินหรือพร่อง นำมาพิจารณาเอาสิ่งที่หลงขาดหลงเกินออก จนได้เท่าครูบาอาจารย์ ถ้าครูบาอาจารย์ท่านนั้นเป็นของจริง จะหมดความอยากมีคู่ได้จริง แต่ถ้าไม่ใช่ของจริง จะติดเพดานกิเลสของอาจารย์ท่านนั้น ๆ จะไม่สามารถไปไกลกว่าสภาวะจริงของท่านนั้น ๆ ได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าคนจะพ้นทุกข์ได้ ต้องเริ่มจากการพบสัตบุรุษหรือคนที่พาพ้นทุกข์ได้จริงเท่านั้น

ขยายละเอียดหน่อย…

ในภาคปฏิบัตินั้น เบื้องต้นคือการสำรวมอินทรีย์ ในส่วนของศีลหรือข้อปฏิบัตินั้นเราได้มาแล้ว คือตั้งใจปฏิบัติตนเป็นโสด มีศีลแล้วก็สำรวมตนอยู่ในศีล ตรงนี้จะไม่เหมือนที่เขาเป็นโสดหรือไม่อยากมีคู่กันโดยทั่วไป เพราะคนไม่อยากมีคู่ทั่วไปมักจะมีเงื่อนไขในการมีหรือไม่อยากมี เช่น ไม่อยากมีคู่หน้าตาไม่ดี ไม่อยากมีคู่ไม่รวย อันนี้มันเป็นกำแพงกิเลส ไม่ใช่กำแพงธรรม ในส่วนของนักปฏิบัติธรรม จะเรียกว่า ทำตนให้ยินดีพอใจในการอยู่เป็นโสด ไม่ยินดีในการหมกมุ่นกับเรื่องคู่ครองอันเป็นเรื่องน่าเศร้าหมอง

เมื่อเราตั้งใจสำรวมกาย วาจาและใจของเราแล้ว ธรรมชาติของกิเลสก็จะเกิดเป็นธรรมดา เราจะสามารถสังเกตอาการที่จะพุ่งออกไปเสพ อยากคุยด้วย อยากมองเขา ชอบที่จะคิดถึงเขา ฯลฯ หลาย ๆ อาการที่จะพุ่งออกไปเสพ แม้จะเป็นแค่ในใจก็ตาม เราก็จะจับอาการเหล่านั้นนั่นแหละ มาพิจารณาสาเหตุว่าเราหลงอะไรหนอ เราติดอะไรหนอ เราอยากได้อะไรหนอ

ติดมุมไหนก็ต้องแก้มุมนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีใครทำสารบัญกิเลสในความอยากมีคู่ เพราะถึงจะทำกระดาษก็คงไม่พอ เพราะกิเลสเป็นเรื่องหยุมหยิบ ซับซ้อน น่าปวดหัว มีมารยา ไม่เปิดเผยตามจริง ดังนั้น การที่จะพิจารณาอาการได้ชัดจะต้องมีสัญชาติญาณคนตรงว่าติดตรงไหน โดยปกติกิเลสมันจะปัดป้องให้มันเบี้ยวออกไป เพื่อที่จะไม่ได้จับตัวมันได้ อาการที่เกิดขึ้นคือความจริง แต่กิเลสจะสร้างความคิดขึ้นมาว่านั่นไม่ใช่บ้าง เป็นอย่างอื่นบ้าง โดยเบื้องต้นต้องหัดที่จะยอมรับความจริงก่อนว่าเราหลงมามากจริง ยอมรับความจริงว่ามันติด มันชั่ว มันทุกข์ อยากจะออกจากความหลงติดหลงยึดหลงผิดไปชั่วนั้น มันจะเบิกทางได้ง่ายขึ้น ถ้ามาปฏิบัติตนเป็นโสดแล้วไม่ยอมรับความจริงตามความเป็นจริงในแต่ละอาการที่เกิดขึ้น เรียกว่าปิดประตูบรรลุธรรมได้เลย เพราะนอกจากจับโจรไม่ได้แล้ว ยังโดนโจรหลอกปั่นหัวอีกด้วย

เมื่อเราซื่อตรงกับตนเอง พบว่าตนเองหลงติดเรื่องนั้นเรื่องนี้ว่าเป็นสุข น่าได้น่าเสพ ตรงนี้เราก็กำหนดศีลเพิ่ม ว่าเราจะกำจัดความหลงตัวนี้ในหมวดความอยากมีคู่เพิ่ม เรียกว่าอธิศีล คือศีลที่มีความละเอียดในการกำจัดกิเลสมากขึ้น เหมือนลงรายละเอียดระดับจุดทศนิยม เป็นข้อย่อยของกิเลส ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติในการกำจัดกิเลส เราจะแจกแจงกิเลสไปเรื่อย ๆ จนลึกถึงขั้นโมหะ จนถึงตอนนั้นก็เรียกว่าจุดทศนิยมหลายหลักเลยเชียวล่ะ

เมื่อกำหนดศีลว่าจะกำจัดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ความรู้ของเราถึงขีดจำกัดแล้ว ธรรมะที่ศึกษามาจากครูบาอาจารย์ เริ่มจะไม่ตอบโจทย์ที่ความลึกระดับนี้ ก็ให้หมั่นเข้าหาครูบาอาจารย์เพื่อสอบถามเพิ่มในรายละเอียด เข้าหาหมู่มิตรดีที่มีพลังในการพาพ้นเรื่องความอยากมีคู่ แล้วสอบถามสนทนา จะได้เหลี่ยมมุมในการรับมือกับกิเลส พร้อมกับปัญญาในการโต้กลับ ในตอนนั้น ปัญญาของเรายังเป็นระดับของสุตมยปัญญา คือปัญญาจากการได้ยินได้ฟัง ในขั้นต่อไปคือการพัฒนาตนไปสู่ภาวนามยปัญญา คือปัญญาจากการที่ได้พัฒนาจิตจนเกิดผล

ปัญญาจากการได้ยินได้ฟัง ก็เหมือนกับหลาย ๆ คน ในสำนักปฏิบัติธรรม สำนักใดสำนักหนึ่ง ที่อาจจะพูดหรือเข้าใจคล้าย ๆ กัน เพราะได้ยินได้ฟังและเข้าใจมาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความเวลาเขาเหล่านั้นกระทบกับทุกข์แล้วจะยังสามารถดำรงจิตได้ตามสิ่งที่เคยได้ยินมา แต่ถ้าเราพัฒนาจิตของเราได้จริง จนเกิดภาวนามยปัญญาคือสภาพที่ล้างกิเลสจนเกิดปัญญาในตน จะทำให้เราไม่หวั่นไหวแม้กระทบสิ่งยั่วยุยั่วยวนอยู่ นั่นเพราะมีปัญญาเห็นโทษชั่ว เห็นความจริงของสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเองแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ได้ยินได้ฟัง

เมื่อได้ศึกษามาแล้วมาตรวจในจิตตนเอง จะพบว่าธรรมะกับกิเลสมันจะไม่ไปทางเดียวกัน กิเลสมันจะเถียงเอาอย่างมันท่าเดียว ฟังครูบาอาจารย์หรือหมู่มิตรดีมาเท่าไหร่ มันจะมีเงื่อนไข มีข้อแม้ มีแต่ว่า… เพื่อให้ได้มาเสพเสมอ นี่คืออาการดิ้นของกิเลสเมื่อเจอกับธรรมะ มันจะไม่ยอมสลายตัว มันไม่ยอมให้จิตเราเป็นเนื้อเดียวกับธรรมะ มันจะเป็นส่วนเกินของจิตอยู่เสมอ

ก็หมั่นพิจารณาความจริงตามความเป็นจริงตามที่ได้ศึกษาตามครูบาอาจารย์และหมู่มิตรดีมา กิเลสจะถูกทำลายโดยลำดับ เพราะมีพลังสัมมาทิฏฐิ มาเปลี่ยนมิจฉาทิฏฐิ ความสงบลงโดยลำดับ คือสามารถดับ 3 ภพ ของกิเลสได้โดยลำดับ คือ ดับกามภพ ดับรูปภพ ดับอรูปภพ

การดับกามภพคือ ไม่ไปเสพกามในหมวดนั้น ๆ อีกแล้ว ในเรื่องการมีคู่ ผู้ที่ดับกามภพได้จะไม่ไปมีคู่อีกต่อไปแล้ว แต่ในใจลึก ๆ ยังมีความยินดีในการมีคู่อยู่ เรียกว่ารูปภพ คือรู้ว่าตนเองอยาก แต่ไม่ได้อยากระดับที่จะต้องไปมีคู่ จะมีการปรุงเพื่อเสพสุขอยู่บ้าง ก็เป็นภายในใจ ไม่เผยให้คนอื่นได้เห็น ในขั้นนี้ก็ยังมีความหลงผิดเหลือ แต่เหลือในระดับรูปภพ คือยังเห็นกิเลสปรุงอยู่ชัด ๆ แต่ยังกำจัดมันออกไปไม่ได้

เมื่อเจริญถึงขั้นดับรูปภพ จะเข้าสู่อรูปภพ กิเลสที่เหลือจะไม่เป็นรูปให้เห็นแล้ว ไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ ขึ้นมาเป็นรูปชัด จะเหลือแต่อาการขุ่นข้อง หมองใจ หดหู่ ซึมเศร้า เห็นเขามีคู่ก็แอบฟู ๆ พอตนเองไม่มีก็ไม่สดชื่น ไม่สดใส ไม่เต็มใจ มันจะออกไปทางหมอง ๆ ไม่ใส ไม่ชัดเจนในความพ้นทุกข์ ในขั้นนี้จะมีอาการแล่บ ๆ ออกมาให้เห็นเป็นระยะอยู่ว่ายังไม่พ้น ซึ่งก็ตั้งศีลเพิ่มขึ้นไปอีก ละเอียดลงไปอีกว่าความหวั่นไหวแม้น้อยก็จะไม่มีเพื่อทำร้ายตนและผู้อื่น มันก็จะบีบกิเลสไปเรื่อย ๆ อาการจะชัดขึ้นเมื่อตั้งศีล สำรวมอินทรีย์ ก็ใช้วิธีเดิมในการปฏิบัติ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนหมดโง่ พอหมดโง่ มันจะฉลาดเอง จะมีปัญญารู้เองว่าเคยโง่อะไร โง่แค่ไหน โง่อย่างไรมาก่อน ตัวพ้นทุกข์ คือปัญญาที่รู้แจ้งเท่าทันความโง่ในหมวดนั้น ๆ ทุกเหลี่ยมทุกมุม

เมื่อดับอรูปภพได้ จะไม่หวั่นไหวกับใครอีกต่อไปแล้ว แม้กระทบกับคนที่น่ารัก น่าเอามาเป็นคู่ที่สุดในโลกก็ตามที ในส่วนของการปฏิบัติ คือ ไม่เหลืองานในกิเลสเรื่องนี้ให้ทำอีกแล้ว ถือว่าได้ปฏิบัติตนเพื่อกำกัดความอยากมีคู่หมดแล้ว ก็เอากำลังกับธรรมะที่มีไปปฏิบัติเรื่องอื่น ๆ ที่หลงผิดต่อ

ที่เล่ามานี้ก็เป็นขั้นตอนโดยสรุปที่พยายามย่อให้สั้น ในรายละเอียดของการปฏิบัติ ก็ต้องเรียนรู้การตรวจสภาวธรรมข้ออื่น ๆ เช่น สติปัฎฐาน 4,เวทนา 108, อรูปฌาน 4 เพื่อใช้ในการตรวจสอบความหลงเหลือหลงโง่ในกิเลสเรื่องนั้น ๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย

14.12.2562

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

เมื่อมีมาร มุ่งมาท้าทายความเป็นโสด

November 30, 2019 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 180 views 0

เมื่อมีมาร มุ่งมาท้าทายความเป็นโสด : “ความอยากมีคู่ครอง” กับดักเพื่อฆ่าบัณฑิตบนเส้นทางธรรม

ถ้าใครมีคำถามประมาณว่า พยายามประพฤติตนเป็นบัณฑิต พยายามปฏิบัติตนให้เป็นคนโสด แต่ก็มีผู้เข้ามาท้าชิง จนปวดหัว ไม่รู้จะทำอย่างไร พรากก็แล้ว ห่างก็แล้ว ยังตามจีบ ตามคุย ตามหา จะทำอย่างไรให้การตัดสินใจต่าง ๆ เป็นไปในทางที่ดีงาม

ก็เป็นคำถามที่ดีนะครับ เพราะคนส่วนมาก แม้จะตั้งใจปฏิบัติให้ตนเป็นบัณฑิต ตั้งใจอยู่เป็นโสด แต่ส่วนใหญ่ พอเจอโจทย์เข้าจริง ๆ จะหลงไปเลย ไม่มีสติยั้งคิดที่จะมาถามหรือแสวงหาคำตอบอะไรหรอก คำตอบของเขามักจะเป็นไปสองทางคือ ถูกใจหรือไม่ถูกใจ ถ้าถูกใจก็ไปกับเขาเลย ถ้าไม่ถูกใจก็อาจจะลองดู ๆ กันไป หรือไม่ก็ผลักเขาออกไปเพราะไม่ถูกใจเท่านั้นเอง

ทีนี้คนที่ตั้งใจก็เหลือไม่เยอะหรอก คนส่วนน้อยในโลกเท่านั้นแหละ ที่จะตั้งใจปฏิบัติตนเป็นโสดได้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะผ่าวังน้ำวนโลกีย์ที่หมุนอย่างรุนแรงด้วยกำลังของกามและอัตตาในสังคมปัจจุบัน จะตอบคำถามโดยไล่เป็นประเด็น ๆ ไปนะครับ

  1. ผู้มาด้วยความกำหนัดกล้า

เมื่อเราตั้งจิตตั้งใจที่จะอยู่เป็นโสด ก็เป็นธรรมดาที่จะมีโจทย์เข้ามากระทบในชีวิตประจำวัน ผู้ที่มานั้น ก็ใช่ว่าจะมาอย่างไร้ศักยภาพ ฟ้าจะส่งผู้ที่มีความสามารถเข้ามาท้าทายเรา เหมือนมีอัศวินใส่เกราะขี่ม้าขาวมาพร้อมอาวุธครบมือมาท้าทายอยู่หน้าบ้าน คนที่จะเข้ามาเจอเรานี้ มักจะมีองค์ประกอบที่เราจะแพ้ทางโดยธรรมชาติ เพราะเขาคัดมาแล้ว ต้องแบบนี้ คนนี้เท่านั้นที่จะปราบความไม่จริงใจในความโสดของเราได้ หมายจะเอาชนะเราให้ได้แน่ ๆ ไม่ได้มาเพื่อแพ้ ให้ทำความเข้าใจไว้ได้เลยว่าประมาทไม่ได้ แม้หนึ่งการสบตาหรือรอยยิ้มเพียงแค่ครั้งเดียว เป้าหมายในการมีอยู่ของเขาก็แน่นอน ทำให้เราเกิดความอยากที่จะไปมีคู่

  1. มารไม่มา บารมีไม่มี

การประพฤติตนเป็นโสดนั้น ไม่ได้หมายความเป็นโสดอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ หลบ ๆ เลี่ยง ๆ แบบกลัว ๆ แต่สามารถตั้งใจเป็นโสดได้แม้จะมีสิ่งยั่วย้อมมอมเมาที่น่าใคร่น่าเสพขนาดไหนเข้ามาปะทะ ก็ยังตั้งใจที่จะอยู่เป็นโสดได้ แม้จิตหวั่นไหวก็ใจแข็งสู้ มันจะไม่ง่ายเหมือนคิดเอา เพราะจริง ๆ แล้ว เขามาเพื่อชนะ เราก็ต้องปราบมารนี่แหละ เพื่อที่จะเพิ่มกำลังของเรา แม้ในตอนแรกอินทรีย์พละ หรือกำลังของเรายังไม่สูง แต่ถ้าเราตั้งมั่นพากเพียร เราจะพบเลยว่า ตัวเราที่ผ่านโจทย์นี้มา จะเป็นตัวเราอีกคนที่เหนือกว่าตัวเราที่เคยเป็นอย่างเทียบไม่ได้ กำลังใจ กำลังปัญญาจะเพิ่มขึ้นมหาศาลแทบจะเปรียบได้ว่า ปราบอัศวินผู้ช่ำชองในการรบได้เพียงแค่กระดิกนิ้วเท่านั้น อันนี้เป็นผลของการปราบมาร เล่ากันไว้ก่อน จะได้มีเป้าหมาย

  1. มารทุบหม้อข้าวลุย

โดยธรรมชาติของมาร เวลาเราตั้งใจจะสู้จริง ๆ มันก็จะเอาจริงเหมือนกัน มันจะจริงจังตามความจริงใจในธรรมะของเราเลย ยิ่งถ้าเราตั้งใจปฏิบัติตนเป็นโสดด้วยนะ เรียกว่าแทบจะไม่มีอะไรเหลือให้มารเสพเลย มันจะยอมหรือ? มันก็ทุบหม้อข้าวลุยล่ะทีนี้ หมายถึงมันก็ทุ่มหมดตัวเหมือนกัน เราก็ทุ่มหมดใจเหมือนกัน มารในที่นี้ไม่ใช่อัศวินขี่ม้าขาวนะ แต่เป็นความอยากมีคู่ในใจเรานี่แหละ ที่จะเสกอัศวินขึ้นมา ถ้าไม่มีจิตอยากมีคู่นะ ถึงจะมีโคตรอัศวินขี่ม้าขาวเป็นร้อย ก็ได้แค่เดินวนไปวนมาหน้าบ้านเราเท่านั้นแหละ เพราะไม่มีทางเข้ามาตีได้ สะพานไม่มีเขาจะข้ามมาได้อย่างไร อย่าไปทอดสะพานให้เขาเข้ามาตีแล้วกัน ยิ่งถ้าใหม่ ๆ ชักสะพานออกเลย ไม่ต้องไปยุ่ง อย่าไปพัวพันมาก เรื่องคู่นี่ไม่ใช่ง่าย รบแพ้แล้วมักจะแพ้หลุดลุ่ยเลย

  1. หมู่มิตรดี ชีวีผาสุก

เวลาเจอข้าศึกมาบุก การจะสู้คนเดียวมันก็ดูจะลำบาก ควรจะมีพันธมิตรร่วมสู้ด้วย การสร้างพันธมิตรหรือหมู่มิตรดีนั้น ก็ใช่ว่าจะสร้างกันตอนข้าศึกบุกทันนะ มันต้องขยันสร้างกันไว้แต่เนิ่น ๆ คือมีเวลาก็เข้าไปคบหาหมู่มิตรดีที่ตั้งใจปฏิบัติตนเป็นโสดไว้  ให้เน้นคนที่มีกำลังใจกำลังปัญญามาก ๆ เช่นทนการยั่วเย้าได้มาก ๆ หรือ มีปัญญาเถียงสู้กิเลสได้เก่ง ๆ ยิ่งได้ครูบาอาจารย์ที่ท่านพ้นเรื่องนี้แล้วยิ่งเป็นกำลังสำคัญเลยแหละ เรียกว่ากำลังเสริมระดับกองทัพ ยกทัพมาตีคนสองคนไม่รอดหรอก การสานพลังกับหมู่มิตรดี ก็คือเข้าไปคบคุ้น ช่วยกันทำดี หมั่นสนทนาธรรม ฟังธรรม หมั่นเข้าหาปรึกษาครูบาอาจารย์ จะทำให้เรามีความมั่นคงขึ้น ไม่มีทางถูกตีแตกได้ง่าย ๆ ไม่หวั่นไหวได้ง่าย ๆ เพราะมีที่พึ่งที่ถูก เป็นที่พึ่งที่พาพ้นทุกข์

*Key success factor หนึ่งเดียวของการพาตนเองเป็นโสดอย่างผาสุก ก็คือหมู่มิตรดีนี่แหละ ถ้าคบผิดกลุ่ม ไปคบหาของปลอม ไม่ได้มีธรรมะจริง ไม่มีของจริง ไม่หลุดพ้นจริง ไม่รอด 100% แต่ถ้าคบกับกลุ่มที่จริง ยังมีโอกาสรอดขึ้นมาตามความพากเพียร ถ้าคบผิดกลุ่มปิดประตูบรรลุธรรมไปได้เลย

  1. กิจตน กิจท่าน

เวลาเจอข้าศึกบุก หรือมีคนมาจีบ ให้ตั้งเป้าหมายให้ถูก เรียงลำดับความสำคัญให้ถูก กำลังจิตและปัญญาเรามีจำกัด ไม่ควรเทไปในจุดที่ยังไม่สมควร นั่นคือควรลำดับงานที่สมควรทำก่อน งานที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือล้างความอยากมีคู่ในตัวเองเสียก่อน เอาให้เด็ดขาดเสียก่อน อย่าพึ่งไปคิดเมตตาเขาหรือไปช่วยอะไรเขา เอาตัวเองให้รอดก่อน เดี๋ยวไม่งั้นมันจะกลายเป็นการทอดสะพาน ชักศึกเข้าบ้าน ไปช่วยเขา สุดท้ายเขามาแทงเราตาย อันนี้มันก็ผิด เราต้องจัดการศึกในตัวเราก่อน อย่าเพิ่งไปเปิดศึกข้างนอก พระพุทธเจ้าได้สอนพระอานนท์ไว้ว่า เวลาเจอเพศตรงข้าม ก็ไม่ต้องมอง ถ้าจำเป็นต้องมองก็ไม่ต้องพูด ถ้าจำเป็นต้องพูด ก็ให้ตั้งสติ พูดอย่างสำรวม อย่าให้ความอยากความหลง ความยินดีพอใจปลื้มใจในเพศตรงข้ามแทรกเข้ามาครอบงำจิตใจได้  จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัติที่ตนก่อน เรื่องคนอื่นอย่าเพิ่งไปคิด

  1. ความอยากมีคู่คือเชื้อร้าย

ในท้ายที่สุด เราก็จะพบว่า ศัตรูที่แท้จริงก็อยู่แค่ภายในใจของเราเอง คือกิเลสที่มันสิงเราอยู่นี่แหละ เหมือนถูกผีสิง ความอยากมีคู่มันอยู่ในใจเรา มันเป็นเชื้อร้ายที่คอยดึงสิ่งต่าง ๆ เข้ามา ความปลื้มใจ ความยินดีพอใจต่าง ๆ เป็นสิ่งที่มันเสกสร้างขึ้นมาทั้งนั้น อารมณ์สุขจากความอยากมีคู่ ความยินดีพอใจในการมีคู่ คือสิ่งที่กิเลสนั้นสร้างขึ้นมาหลอกให้เราหลงว่ามันเป็นสุข หลอกให้เราหลงวนอยู่ในโลกนี้ ในความสงสารนี้ เป็นสิ่งที่กักขังเราไว้จากอิสรภาพอันยิ่งใหญ่ ความเป็นอิสระจากความอยากมีคู่นั้นหากจะลองยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้พอเห็นภาพ ก็เหมือนคนที่ถูกขังในคุกแคบ ๆ อันมืดมิดหนาวเหน็บอยู่หลายสิบปีแล้วต่อมาถูกปล่อยออกมาพบทุ่งกว้าง ลมพัดเย็น และอบอุ่น  เป็นความสบายใจ ความปลอดภัยที่ไม่มีวันจะพบได้หากยินดีที่จะดำรงอยู่ในคุก กิเลสมันก็หลอกเราว่า ในคุกนี้แหละดี เป็นสุข อย่างน้อยก็มีอาหารให้กินเลี้ยงชีพ มันก็เอาความอยาก เอารสยินดีพอใจในคนคู่นั่นแหละ มาเป็นอาหารให้เราเสพดำรงชีวิตไป นั่นเพราะเรามีอัตตายึดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพ ถ้าเราไม่ยึดความอยากมีคู่ คุกคนคู่นั้นย่อมพังทลายลง อาหารทิพย์นั้นรสดีสูงค่ากว่าอาหารคุกคนคู่มากนัก อย่างที่ไม่มีใครหลุดพ้นคุกคนคู่แล้ว เวียนกลับไปกินอาหารคุกอีกเลย

  1. สำรวมกายใจ

เมื่อรู้แล้วว่าต้องทำอะไร สิ่งใดที่เป็นภาพลวง สิ่งใดที่เป็นเป้าหมายที่ควรทำลาย ให้สำรวมระวังกายใจทั้งหมด โจทย์จะผ่านมาทางการกระทบ ด้วยหน้าตาลีลา ด้วยน้ำเสียง ด้วยคำหวาน ด้วยสัมผัส ฯลฯ สารพัดสิ่งที่เข้ามากระทบ โดยหลักแรก เราก็ต้อง สงบ สำรวม ไม่หวั่นไหว ดำรงสติให้ตั้งมั่นก่อน เมื่อมีสติแล้วจับให้ได้ว่าแต่ละครั้งที่กระทบ มันมีอาการใจฟู อิ่มใจ พอใจอะไรไหม เมื่อเห็นอาการก็พิจารณาวิจัยหาสาเหตุว่ามันมีจิตไปชอบสิ่งใดลีลาใด จับเหตุนั้นให้ได้ จับโจรให้ได้ก่อน ส่วนจะการลงโทษเป็นอีกขั้น ต้องใช้ปัญญาครูบาอาจารย์ร่วมด้วย เพราะปัญญาเราจะไม่พอ ถ้าปัญญาเราพอ เราจะไม่หวั่นไหว ถ้าเราหวั่นไหวแสดงว่ามันสู้ไม่ได้ ต้องใช้คำสอนคำแนะนำจากครูบาอาจารย์หรือมิตรดีที่ท่านพ้นเรื่องคู่เข้ามาช่วย จะเป็นการอ่านทบทวนธรรม จะฟัง  หรือจะเป็นการปรึกษาก็ได้ทั้งนั้น เอายังไงก็ได้ให้มีปัญญาไปเถียงกิเลส แน่นอนว่าไม่ง่าย มันต้องมีกำลังจิตพอที่จะกดไม่ให้ฟุ้งซ่าน และปัญญาที่คมพอจะตัดความโง่ที่ไปหลงผิด ที่ไปหลงปลื้มกับรสสุขลวงของกิเลสนั้นได้

มาถึงขั้นตอนนี้ ก็ต้องยอมรับว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่เอาสมบูรณ์แบบ ทุกคนพลาดกันได้เป็นธรรมดา แต่พลาดแล้วต้องตั้งสติสำรวม อย่าพลาดซ้ำพลาดซ้อน หรือปล่อยให้พลาดจนไหลร่วงตกหล่นไปคบหากัน ไปแต่งงานมีลูกกัน เพราะความจริงมันมีเวลาให้พิจารณาโดยลำดับ แพ้ก็สู้ พลาดก็สู้ แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดพลั้งเผลอไปทุกวัน กำลังมันจะมากขึ้น แต่ถ้ายอมแพ้กิเลสทุกวัน ก็มีแต่จะเสื่อมถอยตกร่วงไปเรื่อย ๆ

  1. เมตตามหานิยม

อย่างที่กล่าวกันไว้ก่อนหน้านี้ ว่ากิเลสจะทุบหม้อข้าว ดังนั้นมันจะงัดทุกเหลี่ยมทุกมุมของอวิชชาที่มันมีออกมาโชว์ ให้เราเห็นว่าเราโง่แค่ไหน เราหลงแค่ไหน ให้พยายามตั้งสติเพียรพิจารณาล้างความหลงผิดไปโดยลำดับอย่างพากเพียร อย่าโทษเขา อย่าโทษใคร อย่าโทษตัวเอง ให้มีเมตตาต่อตัวเอง ให้เข้าใจว่าทำชั่วมามาก หลงมานานมาก มันมีคราบสกปรกเกรอะกรังมาก มันก็ต้องใช้เวลา ธรรมะหรือแม้แต่เหตุการณ์ที่พิสดารอย่างมากในการชำระล้าง อย่าโกรธแค้นตัวเองที่ทำชั่วมามาก ให้ทำความเข้าใจว่ากิเลสมันก็พาให้โง่ ให้หลงไปแบบนั้น แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาพากเพียรล้างไป

อย่าไปโกรธเขาที่เขาพยายามที่จะเข้ามาจีบ มาหว่านล้อมเรา เพราะเขาไม่เข้าใจว่าความสุขแท้คืออะไร เขาก็แค่เล่นตามบทบาทของเขา เพื่อที่จะเอาชนะใจเรา เขามีความหลงผิดของเขา เราควรทำใจให้เมตตาเขา อย่าไปโกรธ อึดอัน ขุ่นเคืองใจในความไร้เดียงสาของเขา เมื่อเราล้างกิเลสไปโดยลำดับ เราจะยิ่งเห็นความจริงไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นการจีบ การดูแลเอาใจ จะเห็นความจริง คือกิเลสต่าง ๆ ที่แทรกอยู่ในลีลา อาการ คำพูด มารยาเหล่านั้นที่เขาแสดงออกมา ในเบื้องต้นเราจะชัง ซึ่งเป็นธรรมชาติของลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติธรรม มันจะต้องชังความชั่วก่อน ถึงจะล้างความชั่วได้ พอล้างความชั่วได้ ที่เหลือคือล้างความยึดดี ซึ่งก็ต้องจับความชัง แล้วล้างไปพร้อม ๆ กับความรู้สึกหวั่นไหว ไม่เป็นสุขอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น

อย่าโกรธใครเขาที่ไม่เข้าใจเรา ในการปฏิบัติตนเป็นโสด ถ้าเขาจะไม่เข้าใจ ก็ถูกของเขา พอมาถึงจุดหนึ่งมันจะเหนือการรับรู้อย่างสามัญของโลกไปแล้ว แม้เขาจะเข้าใจอยู่บ้างว่า ศาสนาพุทธก็พากันยินดีในความเป็นโสด แต่เขาไม่เข้าใจหรอกว่าความเป็นโสดนั่นแหละคือความยินดี เต็มใจ พอใจ สุขใจ ถ้าเขาคิดเอาเอง ถ้าเป็นเขา เขาก็เป็นทุกข์ เขาจะไม่เข้าใจหรอกว่าการตั้งตนอยู่บนความโสดนั้นผาสุกอย่างไร มันเป็นเหมือนดินแดนอันเป็นทิพย์ที่เข้าไปได้เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติตนตั้งอยู่ในคุณอันสมควรแล้วเท่านั้น ดังนั้นก็เป็นธรรมดาที่คนรอบข้างจะไม่เข้าใจ ให้เมตตาเขา อย่าไปถือสาเขา

  1. ปล่อยวางอย่างลูกหลานพระโพธิสัตว์

เมื่อเราทำงานของเราเสร็จ เราล้างความอยากมีคู่ของเราได้สำเร็จจนไม่เหลือแม้เศษฝุ่น หรือเศษเสี้ยวแห่งความหวั่นไหวใด ๆ ในใจเลย เราก็จะเหลือแต่งานนอก คือช่วยเหลือผู้อื่น

ด้วยกำลังของปัญญาที่เราสะสมมา จะทำให้เราเห็นมากกว่าที่เคยเห็น คือมีตาทิพย์ หูทิพย์ จะได้เห็นได้ยินความจริงตามความเป็นจริง นี่กิเลส นี่มารยา นี่ทุกข์ ปนอยู่ในชีวิตประจำวันของเพื่อนมนุษย์ เป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้เห็นก่อนหน้านี้ จะสามารถเป็นผู้จำแนกอาการกิเลสและรู้วิธีแก้ตามประสบการณ์เท่าที่เราเคยได้ทำมา เราทำมาเท่าไหร่เราก็เก่งเท่านั้น แม้เราจะเก่งน้อยที่สุดของผู้มีปัญญาพ้นความอยากมีคู่ แต่ก็ความเก่งนั้นก็ยังห่างไกลกับคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างมากจนเทียบกันไม่ได้ นั่นหมายถึงเราจะสามารถเริ่มนำมาความรู้มาช่วยคนได้

คนที่เราช่วยแบบผ่านมาผ่านไปก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่คนที่เข้ามาจีบเรานี่แหละ เราจะช่วยอย่างไร กรรมเป็นของของเรา เราทำมา เราก็ต้องรับ ชาติใดชาติหนึ่งก็ไปหลับหูหลับตาจีบคนที่ไม่สมควรจีบแบบนี้แหละ ก็ทำความเข้าใจตรงนี้ ว่าแล้วก็ช่วยแนะนำเขาเท่าที่ปัญญาตัวเองมี หรือไม่ก็แนะนำคำสอนของครูบาอาจารย์ ก็ช่วยไปโดยสังเกตไปโดยลำดับว่าพาเขาลดกิเลสได้ไหม พาเขาคลายความอยากจะเข้าหาเราได้ไหม

ถ้าทำสำเร็จ นั่นก็เพราะความดีมันสังเคราะห์กันพอดี เขาก็ทำดีมามาก เราก็มีปัญญาพอจะช่วยเขา และที่สำคัญเขายอมให้เราช่วย มันจึงสำเร็จ

แต่โดยมากมันจะไม่สำเร็จ พอเมตตาไปแล้ว ลงมือช่วยไปแล้ว มันไม่สำเร็จ จะทำอย่างไร? ขั้นตอนนี้คือตอนจบของการปฏิบัติธรรม คือปล่อยวางให้ได้ ทำดีเต็มที่ สุดความสามารถแล้ว มันไม่ได้ผล งานที่ต้องทำมันก็เหลือแค่เลิกทำงานเท่านั้นเอง การปล่อยวางเป็นองค์ประกอบของหนึ่งที่สำคัญของนักปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การผลักดันช่วยเขาไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่พร้อม เขายังไม่ถึงวาระที่จะเข้าใจธรรมะจากเรา เขายังไม่ถึงเวลาที่เขาควรจะพ้นทุกข์ เขายังมีอกุศลวิบากที่ต้องใช้ เขายังมีบาปที่ต้องหลงต่อไป ให้เราทำความเข้าใจแล้วปล่อยวาง

ซึ่งก็ไม่ต้องกังวลอะไร ไม่ต้องห่วงใคร เพราะแม้ว่าเราจะไม่สามารถที่จะช่วยเขาไว้ได้ แต่เขาจะจำสิ่งที่เราสอน สิ่งที่เราทำให้ดู สิ่งที่เราอยู่ให้เป็นตัวอย่าง แล้วพอเขาทุกข์มาก ๆ จากบาป จากอกุศลกรรมของเขา เขาจะระลึกได้ แล้วเขาจะหันมาทำตาม การที่เขาได้ให้โอกาสเราได้ช่วยเขา มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้กันได้แล้ว เราจะได้ทำหน้าที่เท่าที่ฟ้าให้เราทำ ความสำเร็จไม่ใช่สมบัติของเรา สมบัติของเรามีเพียงความผาสุก สงบเย็น แม้จะไม่สามารถช่วยใครได้ก็ตามที แท้ที่จริงเราก็ได้ช่วยไปแล้วนั่นแหละ เราได้ลงมือไปแล้ว เราได้ทำมันก็สำเร็จเท่าที่เราทำ แต่ผลสำเร็จที่สมบูรณ์แบบนั้นเป็นของเขา ของโลก เป็นส่วนของคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สมบัติของเรา เราจึงไม่ได้สิ่งนั้น ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติธรรมมาเพื่อจะเอาอะไร แม้จะเอาการได้ช่วยเราก็ไม่เอา เราก็ทำหน้าที่ไปตามธรรม เขาให้ทำ เราก็ทำเต็มที่ เราไม่ให้ทำ เราก็ปล่อยวางให้เต็มที่ แค่นี้ก็สุขที่สุดหาอะไรเปรียบได้แล้ว

สรุป… ความดีงามที่สุดคือทำตนเองให้พ้นความอยากมีคู่ให้ได้นั่นแหละ ดีที่สุด สมบูรณ์และเป็นไปได้มากที่สุด ส่วนเรื่องที่ปฏิบัติต่อคนอื่นให้เกิดกุศล ก็ทำไปตามความรู้ของตนตามที่ได้ศึกษามาจากพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ท่านต่าง ๆ และพร้อมวางใจ เพราะโลกนี้ พร่องอยู่เป็นนิจ จะหาความสำเร็จที่สมบูรณ์ไม่ได้เลย

30.11.62

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์