เกี่ยวกับฉัน

แม้เราจะระวังเต็มที่แล้วก็ตามที

December 1, 2019 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 43 views 0

แม้เราจะระวังเต็มที่แล้วก็ตามที

บทเรียนจากการไปค่ายพระไตรปิฎกกับแพทย์วิถีธรรม ที่ศาลีอโศก เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้อีกคำสอนหนึ่งจากอาจารย์หมอเขียวผ่านช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างทำงานพัฒนาพื้นที่

การเรียนรู้ภาคทฤษฏีจากอาจารย์นั้น ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ควรศึกษา ควรให้เวลา แต่การเรียนรู้ผ่านภาคปฏิบัตินั้นก็สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะภาคปฏิบัติที่มีอาจารย์รวมอยู่ด้วย เราจะได้เห็นความเป็นจริงว่า คนที่เราศรัทธาอยู่นั้น คิดอย่างไร ทำอย่างไร

ในครั้งนี้ก็เป็นบทเรียนสั้น ๆ ในระหว่างกิจกรรมขนเศษวัสดุเอามาทำบ่อระบายน้ำไปสู่ใต้ดิน คนส่วนมากก็เข้าร่วมกิจกรรมกันได้สักพักแล้ว ผมก็ตามไปทีหลัง พอไปถึงหน้างาน มีคนทักว่าให้ไปเปลี่ยนกับอาคนที่เขาทำงานอยู่ ตำแหน่งที่อาท่านนั้นยืนอยู่คือจุดที่มีความลาดชันสูง และเป็นตำแหน่งที่ต้องส่งของต่อให้อาจารย์

ผมก็เข้าไปทำเพราะเห็นว่าอาท่านนั้นดูไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไหร่ เราไปแทนก็น่าจะดี ว่าแล้วก็เข้าไปทำ สิ่งที่ต้องระวังคือการส่งของ การรับของนั้นเราไม่ค่อยรู้สึกว่าต้องระวังเท่าไหร่ แต่การส่งให้คนอื่นรับเป็นเรื่องที่ต้องระวังเผื่อเขาไว้ด้วย และคนที่ผมจะส่งต่อให้ก็คืออาจารย์ ดังนั้น มันก็จะระวังเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย

งานลำเลียงวัสดุ ดำเนินไปได้ด้วยตามลำดับ เป็นจังหวะบ้าง ไม่เป็นจังหวะบ้าง แต่ก็ยังไม่มีอะไร เพราะก็เราตั้งสติเต็มที่ มันมีหลายปัจจัย เช่น มีคนส่งมา ต้องรับ พื้นที่ยืนก็ชันมาก ชันขนาดที่ว่าผมเอาเท้าข้างหนึ่งฝังลงไปในพื้นกันตัวเองลื่น และต้องส่งต่อด้วย มันก็ต้องระวังเป็นธรรมดา

….แม้เราจะระวังเต็มที่แล้วก็ตามที … อุบัติเหตุมันก็เกิดขึ้นได้ เนื่องจากวัสดุแต่ละชิ้นมีความแตกต่างด้านรูปร่าง เพราะส่วนใหญ่เป็นเศษศาลพระภูมิที่เขาทุบมา ดังนั้นแต่ละชิ้นมันจะไม่เท่ากัน การประมาณในการรับส่งก็ต้องปรับกันไป ในขณะที่ผมกำลังส่งของลงไปด้วยสองมือ อาจารย์หมอเขียวก็มารับพอดี แต่มันผิดเหลี่ยม พวกวัสดุมันก็ชนเข้ากับมืออาจารย์

ในวินาทีนั้นเอง อาจารย์ก็พูดขึ้นมาประมาณว่า “ขนาดเราระวังแล้วก็ยังพลาดได้” ผมจำประโยคจริง ๆ ไม่ได้แล้ว แต่จำความเข้าใจที่เกิดขึ้นขณะนั้นได้ว่า แม้เราจะพยายามระวังให้ดีแค่ไหนก็ตาม แม้จะเป็นองค์ประกอบที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบยังไงก็ตาม แต่มันก็พลาดกันได้ มันจะมีเหตุให้พลาดจนได้นั่นแหละ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนว่า “โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ”

เรื่องนี้ในมุมของผม แน่นอนว่าผมระวังเต็มที่อยู่แล้ว และผมเชื่อว่าอาจารย์ท่านก็ระมัดระวังเช่นกัน แต่ความไม่เที่ยงนี่แหละที่จะทำลายความสมบูรณ์แบบของเรา อาจารย์ก็สอนเรา โดยอาศัยความผิดพลาดและความเจ็บนี่แหละ ว่าแล้วก็ทำงานกันต่อไปตามปกติ เป็นเวลาไม่กี่วินาทีที่เรียนรู้อะไรมากมาย

ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ได้แจ่มแจ้งจริง ๆ เราจะไม่ถือสาใครหรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้ดั่งใจใด ๆ เลย เพราะมันจะมีโอกาสพร่องแน่ ๆ แม้ทุกคนจะทำดีเต็มที่แล้วก็ตามที จะเห็นว่าอาจารย์ไม่ได้โทษใคร ไม่ไดโทษผม แล้วผมก็ไม่ได้โทษตัวเองเหมือนกัน เหตุการณ์มันออกมาแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่เราระวังแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่สุดวิสัยแล้ว สุดความสามารถที่จะป้องกันแล้ว เราก็ทำได้แค่วางใจ ก็รับรู้ว่าพลาด ว่าโดนแล้ว แล้วก็วางใจ ทำดีต่อไป อะไรดีก็ทำอันนั้น ก็ตามที่เห็นสมควรว่าดี ณ ขณะนั้น ๆ

ว่าแล้วผมก็ทำงานต่อไปด้วยความเบิกบาน ใครจะรู้ว่ามีเพชรอยู่ในงานขนอิฐ ขนหินแบบนี้กันล่ะ นี่มันงานใช้แรงงานชัด ๆ ไม่ได้ใช้สมองเลย แต่ถ้าคนมีปัญญามาใช้แรงงาน พอเกิดปัญหา ก็จะยังใช้ปัญญาได้ มีมิตรดีนี่มันดีกับชีวิตจริง ๆ

1.12.62

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

รักแท้ ในมุมมองของดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

November 27, 2019 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 102 views 1

รักแท้ ในมุมมองของดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

มีคำถามเข้ามา ประมาณว่าผมเขียนบทความเรื่องความรักนี่มาก็มากมาย แล้วเคยมีรักแท้แบบชายหญิง บ้างไหม?

ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่า น่าจะเป็นคำถามของหลายคน เพราะความจริงผมเองก็ไม่เคยเปิดเผยเรื่องเหล่านี้เลย ในบทความนี้ก็จะมาตอบข้อมูลบางส่วนของประสบการณ์ความรักของผม

ตอบ … ความรักระหว่างชายหญิง ผมก็เคยมีครับ เคยรัก เคยมีแฟนเหมือนกับคนทั่วไปนั่นแหละครับ แต่จะให้ผมเรียกมันว่ารักแท้ไหม? ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ครับ และผมไม่เชื่อด้วยครับว่าความรักที่ผูกพันด้วยความเป็นหญิงและชายในโลกใด ๆ จะมีรักแท้ นิยามของคำว่า “รักแท้” ของผมตอนนี้มันสะอาด บริสุทธิ์กว่าที่จะเอาเรื่องชาย – หญิง มาปนครับ ผมเชื่อว่ารักที่มีกิเลสปนเป็นส่วนประกอบ ไม่สามารถเรียกว่ารักแท้ได้ครับ มันเป็นเพียงความหลงเท่านั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ผมจะมาขยายนิยาม คำว่า “รักแท้” ในหลาย ๆ มุมให้อ่านกันครับ

1.รักแท้อบายภูมิ รักแท้ผีเปรต

เป็นรักแท้แบบแปะป้ายให้คนเข้าใจผิด เป็นรักปลอม  ๆ ที่แม้จะดูออกได้ง่าย ก็ยังทำให้คนจำนวนหนึ่งหลงไปได้ เช่นหลงไปรัก   ไปคบหา ไปแต่งงานกับคนชั่ว พวกหลอกลวง ฯลฯ หรือแม้แต่การเข้ามารักเพื่อทรัพย์สิน ยศศักดิ์ ชื่อเสียง ความสุข ฯลฯ ก็เป็นความรักแท้แบบหลอก ๆ เพราะใช้ “สิ่ง” ต่าง ๆ  เป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งสิ่งที่จ่ายไปไม่ใช่ความรัก อารมณ์ หรือทัศนคติใด ๆ แต่มักจะเป็นเปลือกที่ห่อหุ้มคนเหล่านั้นไว้ คนที่เขาหลงไปรัก ไปคบหา ไปแต่งงาน ทุกคนก็หลงว่าเป็นรักแท้กันหมด ถ้าเขาจะนิยามว่ารักแท้เป็นอย่างไร? เขาก็จะบอกว่าต้องเป็นแบบที่เขามีนั่นแหละคือรักแท้ ตอนนั้นเขาหลงเชื่อแบบนั้นจริง ๆ  พอโดนกิเลสหลอก มันก็เห็นของเก๊กลายเป็นของแท้ได้จริง ๆ

2.รักแท้โลกียะ

รักแท้โลกียะ คือรักโง่บริสุทธิ์ คือความหลงมัวเมาแบบไม่ลืมหูลืมตา หลงยึดมั่นถือมั่นว่าเขาเป็นของเรา แล้วก็เสพสุขกับความ “ได้ดั่งใจ” ในหลากหลายมิติ ทั้งในมุมของกาม และในมุมของอัตตา ในมุมกามก็ได้เสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสก็หลงสุขใจ ยินดีในรสนั้น ๆ ว่าถ้ามีให้เสพตลอดไปนี่แหละจึงเรียกว่ารักแท้ ในมุมอัตตา เช่น ได้ควบคุม ได้บงการ ได้ทาส ได้ผู้ซื่อสัตย์ ที่จะคอยรัก คอยเอาใจ คอยดูแล คอยบำเรอตนตลอด หรือแม้กระทั่งรักตนตลอดไป ไม่ยอมเปลี่ยนไปไหน ยึดมั่นถือมั่นแต่เฉพาะตน ไม่หันไปมองใคร ดูแลกันจนแก่เฒ่า รักกันจนวันตาย บูชาความรักที่มีฉันเป็นศูนย์กลาง อันนี้คนเขาก็เรียกกันว่ารักแท้เหมือนกัน

รักแท้ในมุมโลกียะนี้ เรียกได้ว่า แค่มีศีล ๕ ก็ประเสริฐนักหนาแล้ว เป็นสิ่งที่คนแสวงหามาครอบครอง ใครเขามีรักก็อยากให้รักคงอยู่นาน ๆ ให้คู่ของเขามั่นคง ตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลง อันนี้ก็เป็นความเห็นผิด เป็นความวิปลาสของจิตในความรักแบบโลกียะ ที่พอใจอยู่กับสุขลวงเพียงเท่านี้ แม้จะมีสุขน้อยทุกข์มาก เพียงแค่ได้เสพสุข ได้ยินดีพอใจในสุขแม้น้อยนั้น คนเขาก็ยังเรียกว่ารักแท้กัน

3.รักแท้กัลยาณธรรม

ขยับดีขึ้นมาหน่อย จากรักแท้แบบโลกียะ หรือแบบโลก ๆ ทั่วไป พอขยับฐานขึ้นมาก็จะกลายเป็นรักแบบคนดี แบบคนมีศีลมีธรรม คือพยายามจะพากันเจริญ พยายามจะพราก พยายามปฏิบัติศีล ประพฤติพรหมจรรย์ พยายามที่จะละเว้นจากการสมสู่ พากันเข้าวัด ปฏิบัติธรรม แบบนี้คนในสังคมโลกีย์ เขามองเข้ามา เขาก็ไม่อยากได้ เพราะมันได้เสพน้อย รสมันไม่จัดเท่าแบบโลกีย์ แบบนี้มันจะจืดลงมา ทั้งรสกามและรสอัตตา แต่มันก็ยังมีอยู่ ถึงแม้จะมีความอยากความยึดปนอยู่เช่นนั้น หลายคนก็ยังนิยามรักห่วย ๆ แบบนี้ว่ารักแท้ได้เหมือนกัน

ทำไมถึงเรียกว่าห่วย? เพราะมันยังทุกข์อยู่ยังไงล่ะ เพราะดีกว่านี้มันยังมีอยู่ยังไงล่ะ เพราะสิ่งที่ดีกว่ามันดีกว่านี้จนเทียบกันไม่ได้เลย รักแบบนี้ถึงจะยังมีอยู่ ก็ยังเป็นหนามในใจ ยังผูกพัน ยังยึดมั่น ยังดึงรั้น ยังอยากได้ดั่งใจอยู่ ที่สำคัญ นิยามรักแท้แบบนี้ ยังคงต้องอาศัยสภาพของคนคู่อยู่ คือยังต้องมีคู่ถึงจะเรียกว่ารักแท้ ต้องมีตัวกระทบ ต้องมีตัวบำเรอความสมบูรณ์แบบ ต้องมีสิ่งที่จะมายืนยันว่ารักฉันนี่แท้ ฉันประคองรักให้เจริญได้ มันต้องมีคู่มาเป็นหลักฐาน ไม่มีคู่เขาไม่เรียกว่ารักแท้ สรุปก็คือมันก็ต้องมีใครสักคนหนึ่ง ที่ซวยสุด ๆ ต้องมารับบทเจ้าชาย เจ้าหญิง ประคองรักอันหาสาระแท้ไม่ได้นี้ ไปด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ในมุมของความผาสุกแท้ในชีวิต ในความเห็นของบัณฑิต การมีคู่ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจเลย ซ้ำยังเป็นดงขวากหนามให้กับทางแห่งความเจริญของชีวิตอีกด้วย ต้องคอยเติมรัก ต้องคอยประคอง ต้องคอยเอาใจ ต้องคอยดูแล สิ่งนี้คนทั่วไปเรียกว่าสุข เขาเรียกว่ารักแท้ แต่บัณฑิตจะเรียกว่าทุกข์ เรียกว่าภาระ เรียกว่าความหลง

ความรักทั้ง 3 ข้อแรกจะจัดอยู่ในฝั่งของโลกียะ แต่ก็มีระดับของความหยาบ ไปจนละเอียดแตกต่างกันออกไป

4.รักแท้โลกุตระ

รักกันจนมาถึงขั้นนี้ได้ ต้องเรียกว่า “รักเหนือโลก” เป็นรักแท้แบบที่คนทั่วไปไม่รู้จักแล้ว ส่วนใหญ่เขาไม่เรียกว่ารักแท้กันด้วยซ้ำ ทั้งที่จริง โดยความบริสุทธิ์แล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรค่าอย่างยิ่งต่อคำนิยามว่า “รักแท้

รักแท้โลกุตระมีสภาพเป็นเช่นไร?  มันเป็นรักที่ไม่มีบุคคลมาคอยรองรับความแท้ แต่มันแท้ในตัวของมัน เป็นรักที่ใส ๆ ปราศจากอคติ ลำเอียง ไม่เทไปให้ใครคนใดคนหนึ่งมากเกินไป ไม่ผลักใครคนใดคนหนึ่งจนเกินงาม คืออยู่ในขีดที่ให้เพื่อการขัดเกลาเพื่อความเจริญ แต่ไม่เลยไปจนถึงอกุศลหรือบาปใด ๆ จะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น จากในพระไตรปิฎกมีการกล่าวถึงจิตของพระพุทธเจ้านั้นเสมอกันแม้ในพระราหุล (ลูกชาย) หรือพระเทวทัต (ผู้ที่อาฆาต จองเวรพระพุทธเจ้ามาหลายชาติ) ตลอดจนคนอื่น ๆ (จากบท:อุปาลีเถราปทาน)

ความรักที่ไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปลง เที่ยงแท้ แน่นอน ยั่งยืนตลอดกาล ก็เห็นจะมีแต่รักที่ไร้กิเลสเท่านั้น ส่วนรักอื่น ๆ ที่ยังปนด้วยความโลภ โกรธ หลง เต็มไปด้วยตัวเราเป็นของเราแบบนี้ ตัวเธอเป็นของฉัน เราเป็นของกันและกัน รักพวกนี้ก็เป็นของเก๊ ไม่เที่ยงแท้ แปรเปลี่ยน เวียนกลับ ไม่มั่นคงเป็นธรรมดา แม้จะแปะป้ายว่ารักแท้ ผูกโบว์สวยสด ยกขึ้นหิ้ง เชิดชูให้เป็นผู้มีรักแท้ยอดเยี่ยมของโลก แต่ถ้าจิตใจเขายังเหลือเชื้อกิเลส กิเลสแปลว่า ไม่เอาธรรมะ แปลว่าไม่เอาสิ่งดี เดี๋ยววันหนึ่งมันก็แปรกลับ เป็นทุกข์ เป็นทิ้ง เป็นสารพัดเป็นที่จะเป็นเหตุให้คนที่ยึดมั่นถือมั่นได้เป็นทุกข์ เศร้าโศก คร่ำครวญ รำพัน ฯลฯ อยู่ร่ำไป

ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของรักโลกุตระ “ความไม่เบียดเบียน” ต่างจากรักหัวข้ออื่นที่ยกมาก่อนหน้านี้ เพราะมันจะมีความเบียดเบียนปนอยู่ในชีวิตจิตใจด้วยเสมอ ความเบียดเบียนนี้คืออะไร คือมีแล้วทำให้ทุกข์ กังวล ระแวง หวั่นไหว กลัว เกลียด สารพัดอารมณ์หม่นหมองที่จะเกิดขึ้น แต่รักโลกุตระ ที่ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นใคร ๆ เลย ก็จะไม่มีอารมณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น เพราะความรักนั้นไม่ได้เทลงไปที่ไหนเป็นพิเศษ ตรงไหนต้องการก็ให้เท่าที่เป็นกุศล เต็มก็หยุด สุดก็พอ แล้วก็ปล่อยวางไปตามที่ควรมีควรได้

พอคนพัฒนามาถึงรักโลกุตระ จะพ้นพันธนาการจากสภาพยึดมั่นถือมั่นหรือสำคัญมั่นหมายในความเป็นคู่โดยสมบูรณ์ คือจิตไม่ไปยึดถือสิ่งนั้นอีกต่อไป เพราะรู้ว่ามีจิตที่ดีกว่า เบากว่า สบายกว่า เป็นประโยชน์กว่าแบบเดิม แบบเทียบกันไม่ได้ ไม่มีใครเวียนกลับไปสนใจรักปลอม ๆ รักโง่ ๆ หรือรักห่วย ๆ อีกต่อไป อันนี้มันก็เป็นผลของการปฏิบัติ จะเดาเอาก็คงไม่ได้ เดาก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่มีทางมีความเห็นตามนี้ได้ แม้จะมีตัวอย่างจากพระพุทธเจ้าหรือพระเถระต่าง ๆ ก็ใช่ว่าคนดี ๆ เขาจะยินดีทำตามนิยามความรักแบบนี้ เขาก็ไปยึดถือเอาแต่ที่เขาพอใจนั่นแหละ ว่าดี ว่าเลิศ ว่าถูก ว่าใช่ ว่าจริง

ความแท้ในมุมของความรักในโลกนี้จริง ๆ คือ ไม่มีใครเป็นของของเราได้ตลอดไป และสภาพรักในใจเราไม่สามารถดำรงอยู่ในค่าเดิมได้ตลอดไป อันนี้คือความจริงที่แท้ที่สุด เพราะมันคือความ “ไม่เที่ยง” ความไม่เที่ยงนี่แหละจริง พอคนไปยึดกับสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้น ๆ คือไปยึดกับความรักที่คิดว่าแท้นั้น  แล้วมันแปรเปลี่ยน มันก็เป็นทุกข์ นั่นเพราะเราไปมีตัวตน ไปยึดว่าเราต้องสุขเพราะแบบนั้น เขาต้องเป็นของเราแบบนั้นถึงจะสุข เราต้องมีกันและกันแบบนั้นถึงจะใช่ พอมันไม่ใช่ตัวตนที่ตนยึด มันแปรเปลี่ยนไป มันก็ทุกข์ เพราะมันหลงยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นสภาพของเรา

สุดท้ายใครพอใจแบบไหนก็ทำไป ก็ให้เวลาและความทุกข์ได้ตอบว่าจริง ๆ แล้ว ในความแท้นั้น สิ่งใดเล่า เป็นสิ่งที่แท้กว่ากัน สิ่งใดน่าอาศัยกว่ากัน สิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อตนเองมากกว่ากัน สิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสัตว์อื่นมากกว่ากัน ก็คงต้องศึกษากันไปตามทางของแต่ละคน

26.11.2562

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

โสดดีหรือมีคู่ – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

November 18, 2019 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 165 views 0

ผมได้ร่วมโครงการเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัย โครงการโสดดีหรือมีคู่ โดยจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ครับ ล่าสุดก็มีผลงานออกมาเผยแพร่กันมากมายทีเดียว เป็นแนวคิดของคนที่ปฏิบัติตนให้เป็นโสด ตามแนวทางของพุทธศาสนา ด้วยวิธีการสอนแบบแพทย์วิถีธรรม ก็ติดตามกันได้ครับ เนื้อหาด้านล่างก็ยกมาสำรองไว้ แต่ในหน้าหลักจริง ๆ ก็จะเป็นหน้า โสดดีหรือมีคู่ ครับ

 

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ ชื่อเล่น: ดิน เพศ:ชาย อายุ:36 ปี สถานภาพ:โสด (เคยมีแฟน)
รู้จักและปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมมาแล้วเป็นระยะเวลา:6 ปี

ก่อนพบแพทย์วิถีธรรม ท่านมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการอยู่เป็นโสดหรือมีคู่อย่างไร?
ตั้งแต่เด็กจนโตขึ้นมา ก็ศึกษาธรรมะทั่ว ๆ ไป ความคิดไม่เคยเปลี่ยนไปเลย คือ การอยู่เป็นโสด ไม่เคยมีในหัว ไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าดีอย่างไร ไม่สนใจ ไม่ใช่เป้าหมาย แน่นอนว่าความเชื่อก็ต้องเป็นด้านตรงกันข้าม คือเชื่อว่ามีคู่แล้วชีวิตมันจะเป็นสุขแน่นอน อย่างน้อยก็ได้สุขจากสารพัดเสพ

จริง ๆ ในการมีคู่มันก็ทุกข์อยู่ แต่สุขลวงมันก็บังไว้ ให้หลง ให้งง ให้แสวงหา ให้ยึดติดอยู่แบบนั้น ไม่ละ ไม่หน่าย ไม่คลาย นั่นเพราะยังไม่เห็นทุกข์ที่เป็นของแท้ของจริง แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วจะเป็นทุกข์แสนสาหัสอยู่ก็ตาม แต่ด้วยความมืดบอด ตามองเห็น แต่ปัญญาไม่มี จึงไม่เห็นความจริงตามความเป็นจริง อีกทั้งธรรมะโลก ๆ จนถึงกระทั่งกลุ่มที่ศึกษา ก็ไม่มีพลังในการส่งเสริมการเป็นโสด ไม่สอนให้เห็นโทษภัยของการมีคู่ แม้ธรรมะที่แสดงอยู่ในโลกตามที่ได้รู้ เมื่อศึกษาดูก็ไม่ได้รู้สึกถึงโทษภัยใด ๆ เลย

หลังพบแพทย์วิถีธรรม ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?
มาเข้าค่ายครั้งแรกเป็นค่ายสุขภาพ แต่เมื่อได้ยินอาจารย์หมอเขียว ยกธรรมะในหมวดของการอยู่เป็นโสดและคนคู่ โดยยกพระไตรปิฎกมาอ้างอิง ก็ได้รู้มากขึ้น ได้เข้าใจถึงน้ำหนักที่มากขึ้น ได้ความชัดเจนอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน

แต่ถึงกระนั้นความอยากมีคู่ก็ไม่ได้หายจางไปไหน ความรู้ยังคงเป็นเพียงแค่ความรู้ ไม่ใช่ความเข้าใจตามจริง ก็ยังมีจิตแสวงหาอยู่ สมัยนั้นก็นั่งหน้าเวที อาจารย์ก็แสดงธรรมเรื่องคู่ ใจก็คิดถามอาจารย์ว่า แล้วมีได้ไหม? แล้วมีได้ไหม? ว่าแล้วก็หาทางจนได้ มันมีช่องเล็ก ๆ ให้มุดเข้าไป เป็นช่องอนุโลมของเด็กน้อย เราก็คิดว่าเราไม่ไหวหรอกชาตินี้ ขอมีก่อนแล้วกันนะ เอาฐานนี้แหละ

ไป ๆ มา ๆ เจอของจริงเลย คือต้องเจอทุกข์จากความรักจริง ๆ ใช้เวลาเกือบ 2 ปีกว่าจะเข้าใจ ว่าความทุกข์ที่แท้จริงคืออะไร ประโยชน์ที่แท้จริงคืออะไร อะไรคือการเกื้อกูล อะไรคือการเบียดเบียน อะไรคือความรักที่แท้จริง อะไรคือความลวงของกิเลส แต่กว่าจะผ่านมันมาได้ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนผ่านสงความมา แขนขาด ขาขาด จากการรบไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งในสองปี เล่นจริง รักจริง เจ็บจริง ทุกข์จริง เรียกว่าสาหัส แต่ก็ทำให้ได้เข้าใจทุกกระบวนการของกิเลสในเรื่องความรัก ตั้งแต่เกิดยันดับ จะเรียกว่าคุ้มค่าไหม? ก็ไม่หรอก เพราะถ้าเราไม่หลงไปแบบนั้นมันก็ดีกว่า เพราะอะไรที่ทำไปแล้วมันก็จะกลายเป็นวิบากกรรม มันก็ต้องรับ มันก็ต้องทนใช้

สุดท้ายก็พบว่าที่พระพุทธเจ้าตรัส ที่ครูบาอาจารย์สอน นี่แหละจริงที่สุด ผาสุกที่สุด ทางอื่นไม่สุขเลย ทุกข์ไม่จบไม่สิ้น ตอนนี้เราปฏิบัติจนได้ปัญญามาแล้ว เราก็ไม่ต้องไปโง่แสวงหาทุกข์มาใส่ตัวแล้ว มันก็สบายไป

ท่านมีการปฏิบัติต่อไปอย่างไร?
การปฏิบัติต่อจากนี้ ก็ตั้งใจว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นอย่างแท้จริง ให้ได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป คือตนเองก็ยินดีในการอยู่เป็นโสด ยินดีในธรรมที่พาให้คนเป็นโสด และยังส่งเสริมผู้อื่นให้ยินดีและปฏิบัติตนในการอยู่เป็นโสด หรือถ้าอยู่เป็นคู่ ก็ให้มีศิลปะในการพราก ในการปฏิบัติเพื่อความละหน่ายจากคลายจากความยึดมั่นในความผูกพันธ์ ในบทละครที่หลงไปเล่น เพราะจริงๆ แล้ว สถานะคู่คือสถานะสมมุติที่คนปั้นกันขึ้นมาเอง จริง ๆ มันไม่มีอะไรหรอก คนเต็มคน จะไม่ต้องการแสวงหาคนอื่นมาเติม และยังสามารถเผื่อแผ่แบ่งปันโดยไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือสำคัญมั่นหมายว่านี่เป็นเรา นี่เป็นของเรา นี่เป็นคนของเรา นี่คนรักเรา นี่ญาติเรา นี่เพื่อนสนิทเรา ฯลฯ มันจะเป็นอิสระจากสภาพยึดจะเสพสิ่งดีจากบุคคลหนึ่ง ๆ

และเพื่อการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น ก็จะพยายามรักษาระยะห่างกับเพศตรงข้ามที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิต ไม่ให้สนิทเกินไป ไม่ให้หวั่นไหวจนเกินเลย โดยใช้ปัญญาของเรานี่แหละ ในการตรวจจับอาการที่ดูเหมือนจะเป็นอกุศล ถ้ามีแนวโน้มว่าท่าจะไม่ดีก็ถอยออกมา หรือคบหาในระยะที่ไม่ใกล้จนเป็นอกุศลในใจเขา


โสดดีหรือมีคู่

ก่อนจะผ่านพ้นปี ๒๕๖๐

December 31, 2017 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 1,003 views 0

2560

ก่อนจะผ่านพ้นปี ๒๕๖๐

เมื่อทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ก็พบว่าการบำเพ็ญกุศลที่โรงทานกองทัพธรรม ในช่วงครึ่งปีหลังของการให้เข้ากราบพระบรมศพนี่แหละ คือที่สุดของปี ๒๕๖๐ สำหรับผม

ก่อนหน้านั้นผมก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปทำประจำ เพราะติดงานอื่นอยู่ ซึ่งก็แวะไปบ้างตามที่มีเวลาว่าง แต่พออาจารย์หมอเขียวแนะนำว่า ถ้าผมเข้าไปร่วมกับหมู่กลุ่มที่เขาปฏิบัติธรรม ผมจะเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งผมก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับหมู่จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่บำเพ็ญกันที่โรงทานกองทัพธรรม ช่วงภาคบ่าย

พอได้เข้าไปคบคุ้นทำความรู้จัก ได้ทำงานร่วมกัน ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากขึ้นจริง ๆ นี่เป็นกลุ่มนักปฏิบัติธรรมกลุ่มแรกที่ผมเข้าไปคลุกด้วยเวลายาวนานเกือบครึ่งปี ไปเกือบทุกวัน เดือนหนึ่งจะหยุดซัก ๑-๓ วัน ซึ่งสภาพของการคบหากันอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ใกล้ชิดกันแบบนี้หาโอกาสไม่ได้ง่าย ๆ

และนั่นทำให้รอบของการเรียนรู้นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พัฒนากันวันต่อวัน สิ่งที่เข้ามากระทบในแต่ละวันทั้งกาม เช่น ของกินหน้าตาดี ดูน่าอร่อย  ฯลฯ และอัตตา เช่น ความเอาแต่ใจของคน ความเร่งรีบของคน ฯลฯ มันกระหน่ำเข้ามาทุกวัน ในโจทย์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน

ผมยังเคยโดนคนเข้าใจผิด หาว่าผมไปด่าเขา แล้วเขาก็ด่าผม ดูถูกผม กล่าวหาผมเสีย ๆ หาย ๆ เป็นเรื่องกันวุ่นวายหน้าโรงทาน จนเดือดร้อนเจ้าหน้าที่มาช่วยคุมสถานการณ์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมหวั่นไหวเลย ในตอนนั้นยังคิดอีกว่าจะช่วยเขาได้อย่างไร ช่วยให้เขาสบายใจขึ้นได้อย่างไร จริงอยู่ที่เขาเข้าใจผิด แต่การแก้ไขให้เขาเข้าใจถูกอาจจะเป็นไปไม่ได้ก็ได้ ก็จบด้วยการที่เขาเรียกร้องให้ผมขอโทษ ผมก็ยินดีให้สิ่งนั้นกับเขา แน่นอนว่าอาจจะทำให้เขาสาสมใจในเชิงอัตตา แต่อย่างน้อยเขาก็จะไม่ได้ทำบาปไปมากกว่านั้น

พอผมมาสรุป ผมยังคิดอยู่เลยว่าจะหาผัสสะระดับนี้ได้จากไหน ใครเขาจะเข้ามาด่าเราฟรี ๆ ให้เราได้ฝึกปฏิบัติ ให้เราได้ตรวจใจ หาไม่ง่ายนักหรอก แบบที่เจอต่อหน้านี่มันสดใหม่ดี ในหมู่นักปฏิบัติธรรมเขาก็ไม่ด่ากับหยาบแบบนี้ เราได้เจอแบบนี้บ้างมันก็ได้ประสบการณ์ดี

และโดยเฉพาะการประชุมกันทุกค่ำหลังเลิกงานของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการพัฒนาทางจิตวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว เรียนรู้ได้ทั้งทางโลกทางธรรม ทางโลกก็เรียนรู้ว่านี่เขาก็คิดแบบนี้กันด้วยเนาะ ทางธรรมเราก็ตรวจใจไปว่าเราหวั่นไหวกับคำติของเขาไหม เขาชมแล้วใจเราฟูไหม เราเสนอไปแล้วเขาไม่เอาแล้วเราขุ่นใจไหม เขาเอาตามเราแล้วเราหลงยึดมั่นถือมั่นไหม มันก็สนุกกันทุกวันทุกคืนตลอดเวลาที่บำเพ็ญนั่นแหละ

สรุปแล้วงานโรงทานที่สนามหลวง นอกจากที่เราจะได้ทำกุศลตอบแทนผู้มีพระคุณแล้ว เรายังได้พัฒนาจิตวิญญาณของเราด้วย ผมมองว่าสนามหลวงคือสนามฝึกปฏิบัติที่ดีเยี่ยมที่สุดสนามหนึ่งในยุคสมัยนี้ ผ่านแล้วก็ผ่านเลย ไม่มีอีกแล้ว ซึ่งเกิดจากพลังบารมีของพ่อหลวงที่ได้บำเพ็ญอย่างยาวนานกว่า ๗๐ ปี พร้อมด้วยโอกาสที่ครูบาอาจารย์มอบให้ ทั้งพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ผู้นำของชาวอโศก ที่เป็นผู้จัดตั้งโรงทานกองทัพธรรม อาจารย์หมอเขียวที่นำเหล่าจิตอาสามาบำเพ็ญ และคนจำนวนมหาศาลที่มารวมตัวกัน

ภายใต้องค์ประกอบนี้ จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เรียกได้ว่า “หลักสูตรรวบรัด” เพราะสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ เหมือนประเด็นหลายประเด็นที่ควรได้รู้นั้นถูกย่อ และรวบรวมเข้ามาให้ได้เรียนรู้กันในเวลาสั้น ๆ  ซึ่งก็วัดจากที่เคยศึกษาและปฏิบัติธรรมมานี่แหละ

และหลังจากจบงาน “ผลของกรรม” นั้นยังทำให้ผมประหลาดใจอย่างมากอีกด้วย อะไรที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดขึ้นในอีก 3-5 ปี ก็เกิดขึ้นหลังจบงานแทน ซึ่งผมเชื่อว่าเกิดจากผลกรรมดีที่ได้ทำอย่างแน่นอน

นั่นจึงทำให้มั่นใจว่า การบำเพ็ญที่โรงทานในครึ่งปีที่ผ่านมานี่แหละ คือที่สุดในปี ๒๕๖๐ นี้

๓๑.๑๒.๒๕๖๐

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์