สำรวจและเรียนรู้สิ่งใหม่

ตลาดอาริยะ สีมาอโศก

January 19, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 4 views 0

ตลาดอาริยะ สีมาอโศก

วันนี้ไปงานตลาดอาริยะที่โคราช มีเวลาอยู่ไม่มาก ด้วยข้อจำกัดของการเดินทางและธุระช่วงเที่ยง แต่ก็ตัดสินใจไป ระยะทางไปราว ๆ 150 กม. ไม่ใกล้ไม่ไกล พอไปได้ ก็ได้ประสบการณ์หลายอย่างที่่คุ้มค่า

1.เชื่อมโลก
เข้าไปก็เห็นแต่ชาวบ้านทั้งนั้น เรียกว่าประสบความสำเร็จในการเชื่อมกับชุมชนคนท้องถิ่น ทำให้เขาได้เข้ามารู้จัก ได้เข้ามาศึกษาว่าการปฏิบัติธรรมแนวนี้เป็นอย่างไร ทาน คืออะไร การทำทานเป็นอย่างไร งานตลาดก็ดูเหมือนเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้มีส่วนเชื่อมพี่เชื่อมน้องเข้ามา

2.อาหารมังสวิรัติ
คนจะได้รู้จักอาหารที่ไม่ใส่เนื้อสัตว์มากขึ้น มันเป็นเรื่องแปลกมาก ที่คนทั่วไปเข้ามาต่อแถวกินอาหารมังสวิรัติ ก็จริงอยู่ที่ว่าราคาถูกมาก แต่ประโยชน์คือเขาได้รู้จัก ได้เลี้ยงชีวิตด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียน แม้เขาจะกินไม่หมด ไม่ถูกปาก เททิ้ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเอาไปทำปุ๋ยต่อได้ แค่ให้เขาได้มีโอกาสได้ศึกษา ได้สัมผัส มันก็เป็นคุณค่ามากแล้ว

3.ของดีราคาถูก
ผมเป็นคนที่ซื้อของบ่อย เลือกซื้อเลือกหา ก็ต้องบอกว่าเขาหาของมาขายถูกจริง ๆ แล้วก็เป็นของดี ที่ใช้งานได้ อย่างวันนี้ได้ด้ามจอบ 30 บาท ปกติทั่วไปก็เห็นว่า 60+ ก็สารพัดอย่างที่เขาเอามาขายในราคาแบ่งปัน ตรงนี้ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ชัดเจน

4.การแบ่งปัน
ในมุมคนขายก็คงจะได้โอกาสแบ่งปันอยู่แล้ว สำคัญอยู่ตรงคนซื้อนี่แหละ เพราะมีมากกว่าคนขาย และดูเหมือนจะมีมากกว่าของที่ขายด้วย คนซื้อก็ได้ประโยชน์ในการหัดแบ่งปันคนอื่น ไม่เอาไว้คนเดียวหมด เช่นด้ามจอบนี่มันถูกนะ ผมจะซื้อสำรองไว้หลาย ๆ อันก็ไม่เสียหาย เงินก็พอมี แต่ของมันมีจำกัด แบ่งคนอื่นจะมีประโยชน์กับเขามากกว่า เราเอามาก็ไม่ได้ใช้หรอก แค่สำรอง จะใช้จริงแค่อันเดียว ก็ซื้อมาอันเดียว เราก็สละสิทธิ์ให้คนอื่นต่อ แม้ราคามันจะถูกยั่วใจมากมายก็ตาม แต่ประโยชน์ของการแบ่งปันมันมีมากกว่า เราก็เลยมาฝึกแบ่งปันด้วยในฐานะผู้ซื้อ

5.กระทบโลก
ขึ้นชื่อว่านักปฏิบัติธรรม มันก็ต้องกล้าที่จะกระทบโลก ก็อย่างว่ามีแต่ชาวบ้าน เขาก็แต่งตัวสวยหล่อตามที่เขาชอบนั่นแหละ ก็เข้ามากระทบคนวัด คนมากมายปะปน นิสัยต่างกัน ศีลธรรมต่างกัน มันก็จะมีการกระทบกระทั่ง ชนกัน เพราะมันไม่เสมอกัน อันนี้แหละ ผมคิดว่าคือความบันเทิงของนักปฏิบัติธรรม มันก็ต้องกระทบ กระทบแล้วก็ตรวจใจไปว่าไปชอบหรือชังอะไรเพราะอะไร มันมีผัสสะให้ตรวจ มีเวทนาเป็นความจริงให้รู้ มันสนุก มันจริง ไม่ต้องเสียเวลานึกปั้นว่าเราเจออย่างนั้นอย่างนี้จะเป็นยังไง เอาชนกันจริง ๆ นี่สนุก ยิ่ง contrast เยอะ ๆ จะยิ่งปั่นป่วนมาก แต่ก็ไม่ได้มากเกินควบคุม เพราะที่นี่ก็ยังเป็นวัด คนทั่วไปเขาก็ดูสำรวมอยู่

…ไปอยู่ราว ๆ 3 ชั่วโมง มานั่งนึกทบทวนก็ได้ประมาณนี้แหละครับ จริง ๆ ประเด็นมันก็เยอะไปหมดแหละ แต่นึกไม่ออก ใช้เวลาน้อย อาหารก็น้อย ปรุงได้น้อยตามไปด้วย ใครสนใจก็ตามศึกษากันเอา ประเด็นพวกนี้ครูบาอาจารย์ท่านแจกไว้หมดแล้วนั่นแหละ แต่อันนี้ผมเอาที่ตัวเองไปประสบพบเจอมาเล่ากันในมุมของผม

สวัสดีปีใหม่ ด้วยของขวัญจากปีเก่า

January 1, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 16 views 0

การจะมีปีใหม่ที่ดีนั้น การมีต้นทุนที่ดีจากปีเก่าก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ เรียกว่า บุญเก่า, กุศลกรรมเก่า ตามที่ทำมา

ของขวัญจากปีเก่า เป็นสิ่งที่ผมได้มาจากค่ายพระไตรปิฏกครั้งที่ 27 หลังจากที่ผมขึ้นสอบสภาวธรรม อาจารย์ได้ให้สิ่งที่สำคัญมาก ๆ กับชีวิตผม

ผมพูดในประเด็นเกี่ยวกับความไม่ประสบความสำเร็จในการช่วยคน อจ. หมอเขียวได้สรุปให้ว่า…

ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าเขาไม่ศรัทธา จะสอนกันไม่ได้ คนเรามีจริตที่ต่างกัน ถ้าไม่ใช่ธาตุเดียวกันจะไปด้วยกันไม่ได้ อาจารย์ยกตัวอย่างว่าแม้จะเป็นเอกทัคคะ ก็ใช่ว่าจะสอนลูกศิษย์อีกสายให้บรรลุธรรมได้ คนเขาจะเลือกคนที่เป็นครูบาอาจารย์ของเขาเอง จะข้ามสายกันไม่ได้

เช้าวันต่อมา อาจารย์ยังสังเคราะห์เรื่องศรัทธาให้เพิ่มว่า คนที่ศรัทธา จะไม่ถือสา คือ ไม่ว่าเราจะทำอะไรผิดไปบ้าง คนที่ศรัทธาเขาจะไม่ถือสาเรานั่นเอง ส่วนคนที่เขาไม่ศรัทธาน่ะหรอ? ทำถูกก็ว่าทำผิด ทำดีก็ว่าทำไม่ดี เก่งแค่ไหนก็ห่วยในสายตาของเขานั่นแหละ

ผมได้ธรรมหมวดนี้แล้วเข้าใจทันทีเลย ว่าที่เราเสียพลังงานไปมากมายในแต่ก่อนนั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไร คนที่เขาไม่ศรัทธานี่ไม่ใช่งานของเรานะ เราไม่ต้องขยันทำ เราเอาภาระแค่คนที่ศรัทธาเราก็พอ มันมีเพดาน มันมีข้อจำกัดที่ไม่มีวันจะฝ่าไปได้อยู่

แล้วศรัทธาแบบไหนล่ะ? ผมก็เอาศรัทธาที่ตัวเองมีกับอาจารย์มาวัดนี่แหละ ตลอดเวลาเกือบ 7 ปีที่รู้จักอาจารย์มา ผมไม่เคยรู้สึกว่ามีอาการเพ่งโทษถือสาใด ๆ เลย มีแต่การน้อมใจเอาประโยชน์ การปรับใจให้ไปตามในทิศที่ท่านสอน งานเพ่งโทษไม่ใช่งานของผม ไม่ใช่งานของคนที่จะปฏิบัติสู่ความผาสุก สรุป ถ้าได้ประมาณนี้ค่อยเอาภาระก็ได้ ไม่สาย

แล้วผมก็ไม่ได้รีบนะ ไม่ได้มีจิตคิดจะสั่งสอนใคร แบบศิษย์อาจารย์ ใครมาถามก็ตอบไปเท่าที่รู้ ไม่ได้คิดจะสร้างอะไร

แต่ก่อนก็ยอมรับว่ารีบไปบ้าง คือประเมินศรัทธาเขาพลาด ให้เครดิตเขามากไป ส่วนใหญ่ผมจะประเมินเขาสูงเกินความจริงทั้งนั้น มันก็เลยพลาด แต่ปัจจุบันนี่ ไม่ต้องกังวลเลย ใช้เวลากับธรรมะเป็นตัววัด คนศรัทธาจะไม่หวั่นไหวในกาลเวลา คนศรัทธาจะไม่หวั่นไหวในธรรม ดูกันไปนาน ๆ ตามที่พระพุทธเจ้าว่า ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คน

ผมก็จะใช้ความรู้จากของขวัญที่ได้มาจากปีก่อน ดำเนินชีวิตไปในปีใหม่ ผมเชื่อว่าปีใหม่จะเป็นปีที่ดีกว่าเดิม เพราะเราพัฒนาขึ้น รู้มากขึ้น โง่น้อยลง โจทย์จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่ย่ำอยู่กับที่

สิ่งที่ได้รับมา เป็นกรรมฐานที่ทรงพลังมาก ๆ จนคิดว่าการดำเนินไปตามทางนี้แหละดี จะยิ่งได้ฝึกฝน ยิ่งได้บำเพ็ญ ที่สำคัญคือคนที่เข้ามาเกื้อกูลกัน จะเป็นคนจริงใจมากขึ้น และคนไม่จริงใจ จะกระเด็นออกไปเร็วยิ่งขึ้น นั่นก็ทำให้ปี 2563 นี้คงไม่ต้องมีเรื่องให้เมื่อยหัวมากนัก

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ ขอให้เป็นวันเริ่มต้นปีที่ดี ตั้งจิตตั้งใจที่จะทำสิ่งดี เพื่อเป็นต้นทุนสู่ความผาสุกอย่างยั่งยืน มั่นคง และถาวรกันครับ

แม้เราจะระวังเต็มที่แล้วก็ตามที

December 1, 2019 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 99 views 0

แม้เราจะระวังเต็มที่แล้วก็ตามที

บทเรียนจากการไปค่ายพระไตรปิฎกกับแพทย์วิถีธรรม ที่ศาลีอโศก เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้อีกคำสอนหนึ่งจากอาจารย์หมอเขียวผ่านช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างทำงานพัฒนาพื้นที่

การเรียนรู้ภาคทฤษฏีจากอาจารย์นั้น ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ควรศึกษา ควรให้เวลา แต่การเรียนรู้ผ่านภาคปฏิบัตินั้นก็สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะภาคปฏิบัติที่มีอาจารย์รวมอยู่ด้วย เราจะได้เห็นความเป็นจริงว่า คนที่เราศรัทธาอยู่นั้น คิดอย่างไร ทำอย่างไร

ในครั้งนี้ก็เป็นบทเรียนสั้น ๆ ในระหว่างกิจกรรมขนเศษวัสดุเอามาทำบ่อระบายน้ำไปสู่ใต้ดิน คนส่วนมากก็เข้าร่วมกิจกรรมกันได้สักพักแล้ว ผมก็ตามไปทีหลัง พอไปถึงหน้างาน มีคนทักว่าให้ไปเปลี่ยนกับอาคนที่เขาทำงานอยู่ ตำแหน่งที่อาท่านนั้นยืนอยู่คือจุดที่มีความลาดชันสูง และเป็นตำแหน่งที่ต้องส่งของต่อให้อาจารย์

ผมก็เข้าไปทำเพราะเห็นว่าอาท่านนั้นดูไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไหร่ เราไปแทนก็น่าจะดี ว่าแล้วก็เข้าไปทำ สิ่งที่ต้องระวังคือการส่งของ การรับของนั้นเราไม่ค่อยรู้สึกว่าต้องระวังเท่าไหร่ แต่การส่งให้คนอื่นรับเป็นเรื่องที่ต้องระวังเผื่อเขาไว้ด้วย และคนที่ผมจะส่งต่อให้ก็คืออาจารย์ ดังนั้น มันก็จะระวังเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย

งานลำเลียงวัสดุ ดำเนินไปได้ด้วยตามลำดับ เป็นจังหวะบ้าง ไม่เป็นจังหวะบ้าง แต่ก็ยังไม่มีอะไร เพราะก็เราตั้งสติเต็มที่ มันมีหลายปัจจัย เช่น มีคนส่งมา ต้องรับ พื้นที่ยืนก็ชันมาก ชันขนาดที่ว่าผมเอาเท้าข้างหนึ่งฝังลงไปในพื้นกันตัวเองลื่น และต้องส่งต่อด้วย มันก็ต้องระวังเป็นธรรมดา

….แม้เราจะระวังเต็มที่แล้วก็ตามที … อุบัติเหตุมันก็เกิดขึ้นได้ เนื่องจากวัสดุแต่ละชิ้นมีความแตกต่างด้านรูปร่าง เพราะส่วนใหญ่เป็นเศษศาลพระภูมิที่เขาทุบมา ดังนั้นแต่ละชิ้นมันจะไม่เท่ากัน การประมาณในการรับส่งก็ต้องปรับกันไป ในขณะที่ผมกำลังส่งของลงไปด้วยสองมือ อาจารย์หมอเขียวก็มารับพอดี แต่มันผิดเหลี่ยม พวกวัสดุมันก็ชนเข้ากับมืออาจารย์

ในวินาทีนั้นเอง อาจารย์ก็พูดขึ้นมาประมาณว่า “ขนาดเราระวังแล้วก็ยังพลาดได้” ผมจำประโยคจริง ๆ ไม่ได้แล้ว แต่จำความเข้าใจที่เกิดขึ้นขณะนั้นได้ว่า แม้เราจะพยายามระวังให้ดีแค่ไหนก็ตาม แม้จะเป็นองค์ประกอบที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบยังไงก็ตาม แต่มันก็พลาดกันได้ มันจะมีเหตุให้พลาดจนได้นั่นแหละ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนว่า “โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ”

เรื่องนี้ในมุมของผม แน่นอนว่าผมระวังเต็มที่อยู่แล้ว และผมเชื่อว่าอาจารย์ท่านก็ระมัดระวังเช่นกัน แต่ความไม่เที่ยงนี่แหละที่จะทำลายความสมบูรณ์แบบของเรา อาจารย์ก็สอนเรา โดยอาศัยความผิดพลาดและความเจ็บนี่แหละ ว่าแล้วก็ทำงานกันต่อไปตามปกติ เป็นเวลาไม่กี่วินาทีที่เรียนรู้อะไรมากมาย

ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ได้แจ่มแจ้งจริง ๆ เราจะไม่ถือสาใครหรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้ดั่งใจใด ๆ เลย เพราะมันจะมีโอกาสพร่องแน่ ๆ แม้ทุกคนจะทำดีเต็มที่แล้วก็ตามที จะเห็นว่าอาจารย์ไม่ได้โทษใคร ไม่ไดโทษผม แล้วผมก็ไม่ได้โทษตัวเองเหมือนกัน เหตุการณ์มันออกมาแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่เราระวังแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่สุดวิสัยแล้ว สุดความสามารถที่จะป้องกันแล้ว เราก็ทำได้แค่วางใจ ก็รับรู้ว่าพลาด ว่าโดนแล้ว แล้วก็วางใจ ทำดีต่อไป อะไรดีก็ทำอันนั้น ก็ตามที่เห็นสมควรว่าดี ณ ขณะนั้น ๆ

ว่าแล้วผมก็ทำงานต่อไปด้วยความเบิกบาน ใครจะรู้ว่ามีเพชรอยู่ในงานขนอิฐ ขนหินแบบนี้กันล่ะ นี่มันงานใช้แรงงานชัด ๆ ไม่ได้ใช้สมองเลย แต่ถ้าคนมีปัญญามาใช้แรงงาน พอเกิดปัญหา ก็จะยังใช้ปัญญาได้ มีมิตรดีนี่มันดีกับชีวิตจริง ๆ

1.12.62

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

ธนาคารอวิชชาใต้อุปาทาน

November 13, 2019 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 232 views 0

ธนาคารอวิชชาใต้อุปาทาน

ธนาคารน้ำใต้ดิน เป็นกระแสความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำ ที่ค่อนข้างจะเป็นที่กล่าวถึง ในช่วงกลางปี พ.ศ.2562 มานี้ โดยเฉพาะการนำพาปฏิบัติของอาจารย์หมอเขียว ได้ทำให้จิตอาสาและผู้สนใจร่วมกันศึกษาเรียนรู้อย่างรวดเร็ว

ผมเห็นการทำธนาคารน้ำใต้ดินในระดับบุคคลแล้วก็นึกถึงการขุดค้นหาต้นตอของกิเลส การขุดรูลงไปโดยใช้แรงคนนั้นไม่ง่าย เป็นงานหนัก ยิ่งลึกก็ยิ่งขุดลำบาก ลงไปในหลุมแคบ ๆ อากาศไม่ถ่ายเท เต็มไปด้วยเศษฝุ่นเศษดิน แถมยังต้องยกดินที่ขุดออกขึ้นไปเทอีก เหมือนกับกิเลสที่ต้องขุดลงไปโดยลำดับ จากผิวตื้น ๆ กิเลสจะมีลำดับ มีชั้น มีความลึก มีมวลที่แตกต่างกัน ในการขุดจริงบางทีก็จะเจอก้อนหินใหญ่ ซึ่งทำให้งานยากลำบากขึ้น เช่นเดียวกับการขุดล้างกิเลส บางทีบางหลุมของอวิชชาก็ต้องเจองานหิน ต้องเจอกิเลสที่ทั้งหนา ทั้งใหญ่ ทั้งหนัก ซึ่งแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไปตามวิบากกรรมหรือกิเลสที่ได้สั่งสมมา สั่งสมมามากก็ยาก สะสมมาน้อยก็ไม่ลำบากนัก

การทำธนาคารน้ำใต้ดินนั้น เป็นความมุ่งหมายที่จะทำจุดเติมน้ำลงไปถึงชั้นหินอุ้มน้ำและให้น้ำถ่ายเทไปยังพื้นที่รอบข้าง ไม่ท่วมขัง เช่นเดียวกับการล้างกิเลส ซึ่งจะต้องขุดผ่านชั้นของอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ก็ตาม ที่หลงติดหลงยึดไว้ โดยมีความมุ่งหมายที่จะขุดลงไปถึงชั้นอวิชชา คือความโง่ ความหลงในสิ่งลวง ความไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่วอย่างแท้จริง และนำพาธรรมะเติมเข้าไปให้ถึงชั้นของอวิชชา จากเดิมที่ธรรมะนั้นไหลลงมากระทบ เหมือนฝนตกที่เทลงมา แม้จะกระหน่ำ หนัก หนา นาน สักเพียงใด น้ำฝนเหล่านั้นก็ไม่ได้ไหลไปยังที่ที่ควรจะไป แต่ก็ไหลทิ้งไปตามทาง ไปสู่แม่น้ำลำคลอง ลงทะเลต่อไป เช่นเดียวกับการล้างกิเลส ถ้าเราไม่เริ่มขุดชั้นของอุปาทานให้เป็นบ่อ เป็นจุด เป็นที่กำหนดหมายว่าฉันจะล้าง จะชำระ จะทำลาย จะทำสิ่งนั้น ๆ ให้บริสุทธิ์ ก็คงจะไม่มีจุดให้ธรรมะที่ได้รับนั้นเข้ามากระทบ ก็เป็นเพียงแค่สายน้ำชุ่มเย็นที่ไหลหลั่งรดลงมา ให้พื้นดินชุ่มชื้น แล้วก็จางหายไปนั่นเอง

การเรียนรู้และคลี่คลายชั้นของอุปาทานโดยลำดับ จะทำให้ธรรมะในเรื่องนั้น ๆ มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังคำกล่าวของอาจารย์หมอเขียวที่ว่า “ปัญญาแห่งธรรม คือรางวัลของผู้บำเพ็ญ” เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ผลของการล้างกิเลสก็คือปัญญา คือการรู้แจ้งโทษชั่วของสิ่งนั้น นำมาซึ่งผลสืบเนื่องในอีกสองด้านคือ 1. นำปัญญานั้นไปชำระความโง่ของตนเอง (ทำลายอวิชชา) 2.นำปัญญานั้นไปช่วยเกื้อกูลผองชนให้พ้นจากทุกข์ ตามเหตุปัจจัยที่ตนได้เคยศึกษามา และต่อจากนั้นก็จะมีปัญญาที่เป็นผลตามมาอีก เหมือนน้ำที่ซึมผ่านชั้นหินอุ้มน้ำ แผ่ขยายไปรอบทิศทาง ทำให้ผืนดินชุ่มชื้น มีพลังชีวิต ต้นไม้เติบโตได้ดี เหล่าสัตว์มีกินมีใช้

ในมุมของการทำธนาคารน้ำใต้ดิน ก็มีหลักการและความรู้เช่นว่า จะต้องขุดลงตรงไหน ตรงไหนถึงจะเป็นจุดรวม เป็นจุดที่เก็บและกระจายน้ำได้ การล้างกิเลสก็เช่นกัน จะต้องมีจุดที่กำหนดไว้ มีเรื่องที่กำหนดไว้ มีศีลเป็นขอบเขตกำหนดว่าจะต้องปฏิบัติตรงไหน เท่าไหร่ แค่ไหน… ส่วนฝนที่จะตกลงมานั้น ก็จะเป็นไปตามฤดูกาล คือเป็นไปตามวิบากกรรม ซึ่งจะกำหนดไม่ได้ แต่การรับน้ำฝนคือธรรมะนั้น สามารถกำหนดได้ เข้าถึงได้ ประมาณได้ คือการเข้าหาสัตบุรุษ สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้รู้ธรรม มีธรรมที่พาพ้นทุกข์ได้จริง ฟังธรรม นำมาปฏิบัติตาม และสร้างองค์ประกอบแวดล้อมที่ดีให้กับตนเองตามคำกล่าวของอาจารย์หมอเขียว คือ “คบและเคารพมิตรดี ไม่โทษใคร ใจไร้ทุกข์ ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ” ก็จะเป็นการทำธนาคารธรรมะที่สำเร็จ ยั่งยืน มีกินมีใช้ มีทุกข์น้อย พบสุขมาก เป็นความผาสุกให้ชีวิตตนและผู้อื่นได้อาศัยต่อไป

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

13.8.2562