สำรวจและเรียนรู้สิ่งใหม่

หลักพิจารณาในการแนะนำ เพื่อแก้ปัญหาทุกข์จากความรักในคนโสดและคนคู่

October 3, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 742 views 0

หลักพิจารณาในการแนะนำ เพื่อแก้ปัญหาทุกข์จากความรักในคนโสดและคนคู่

ข้อคิดเห็นของฉัน : หลักพิจารณาในการแนะนำ เพื่อแก้ปัญหาทุกข์จากความรักในคนโสดและคนคู่

ในเพจนี้มักจะมีแต่บทความเกี่ยวกับความโสด พูดถึงแต่ในบริบทของคนโสด มักจะไม่ค่อยกล่าวถึงในมุมของคนมีคู่สักเท่าไหร่

บทความส่วนมากของผมเจาะจงลงไปที่ปัญหาความรัก ชี้ให้เห็นเหตุของปัญหา แต่ไม่เคยแนะนำให้หนีปัญหา หรือหักดิบทิ้งปัญหาเหล่านั้น แล้วเอาตัวรอดคนเดียว นั่นหมายถึงผมไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนให้คนมีคู่ หนีคู่ไปด้วยข้ออ้างที่ว่าโสดนั้นดีกว่า

ซึ่งผมเองไม่ได้มีเจตนาที่จะไปยุ่งเกี่ยว หรือไปมีอิทธิพลต่อชีวิตใครจนกระทั่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตคู่จนเป็นทุกข์ เพราะเจตนาที่แท้จริงก็เพียงแค่ต้องการชี้ให้เห็นโทษของกิเลสเท่านั้น และการจะแก้ปัญหาความรักที่มีความซับซ้อนน้อยที่สุด ก็คือการแก้ปัญหาตั้งแต่ยังเป็นโสด เพจนี้จึงมักจะมีบทความชวนให้เห็นโทษของการมีคู่ เห็นคุณของความโสด

เพราะการแก้ปัญหากิเลส ตอนโสดนั้นเป็นการแก้ต่อเดียว แก้ที่คนคนเดียว ปัญหามีความซับซ้อนน้อย สามารถจัดการได้ง่าย แต่การแก้ปัญหากิเลสในคนมีคู่นั้นยาก ซับซ้อน มีเรื่องปิดบังอำพรางมาก มีเรื่องส่วนตัวเยอะ มีเหตุแห่งทุกข์มากมายที่เป็นเรื่องลึกลับ ไม่สามารถไขความหมายหรือเข้าใจได้ ไม่ใช่ลักษณะแบบ (1+1 =2 ) แต่เป็น (กิเลส + กิเลส = อภิมหากิเลส)

เพียงแค่การแก้ปัญหากิเลสในคนๆเดียวก็ไม่รู้จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ใช้ความเพียรแค่ไหน ผมเองก็ผ่านมาแบบแผลเหวอะหวะ ถ้าเป็นสงครามก็เสียแขนเสียขาไปอย่างละข้าง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะเรียนรู้โดยไม่เจ็บช้ำ ไม่ง่ายที่จะเอาชนะกิเลสโดยไม่ต้องเสียอะไรไป ไม่ง่ายเพราะต้องแพ้กิเลสซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ยังต้องสู้อยู่…นี่แค่ตัวคนเดียวนะ

แต่การแก้ปัญหากิเลสในคนคู่นั้นซับซ้อนยิ่งกว่า มันมีความผูกของกิเลสสองคน ถ้าเป็นเชือกก็เป็นเชือกสองเส้นที่สีเดียวกันบ้าง คนละสีบ้างในแต่ละเส้น พันกันเป็นปมใหญ่ ไม่รู้อันไหนต้นอันไหนปลาย ไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหน ไม่รู้จะแก้ปัญหาที่ใด

สำหรับคนคู่ผมจึงได้พิมพ์บทความไว้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในตนเองเท่านั้น ไม่ต้องไปมุ่งแก้ที่คู่ของตน เพราะลำพังแก้ที่ตนก็ยากพออยู่แล้ว ควรจะเอาตัวเองให้รอเสียก่อนแล้วค่อยไปช่วยคนอื่น ใครจะคิดไปแก้คู่ของตนด้วยก็ตัวใครตัวมัน

ซึ่งในความจริงมันก็ต้องลากกันไปแบบนั้น คนโสดแก้ปัญหาตัวเองได้ เรื่องก็จบ แต่คนคู่แค่แก้ปัญหาตัวเองได้นั้นยังไม่พอ ยังต้องช่วยคู่แก้ปัญหาอย่างมีศิลปะด้วย เพราะหากคู่ครองยังมีปัญหาอยู่ ก็สามารถลากกันไปลงนรก ลากกันไปทุกข์ได้เช่นกัน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงเปรียบคู่ เหมือนกับบ่วง จะเดินไปไหนก็ต้องลากกันไปด้วย ต้องลำบากเพิ่มขึ้น ใครมีลูกก็ต้องลำบากเพิ่มขึ้นอีกตามบ่วงที่สร้างมา

และผมก็ยังถือหลัก “ ผูกเองก็ต้องแก้เอง ” ตอนผูกพันก็สมยอมผูกกันมาเอง แล้วตอนจะแก้มาให้คนอื่นแก้ให้ เก่งแค่ไหนก็คงไม่สามารถแก้ให้ได้ เพราะไม่รู้ว่าผูกกันมายังไง มีแต่คนที่ผูกเท่านั้นที่จะรู้ว่าต้องแก้ปัญหายังไง

ถ้าจะให้แนะนำกันในส่วนตน เรื่องของตนเอง เฉพาะจิตใจตนเอง ไม่ว่าจะเป็นคนโสดที่ยังเร้าร้อนแสวงหาคู่ หรือคนคู่ที่ทุกข์มาจากเรื่องคู่ของตน การแนะนำเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องส่วนบุคคลนั้นยังเป็นเรื่องที่พอจะทำได้

แต่ถ้าจะให้ไปวิเคราะห์กันถึงบุคคล ที่ 2 3 4 … ไปคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาเรื่องนอกตัว เช่นว่า ทำไมเขาต้องทำกับฉันแบบนี้ , เขาจะต้องได้รับกรรมอะไร, เขาจะต้องทำอย่างไรถึงจะแก้นิสัย ฯลฯ ผมว่ามันจะเลอะเทอะ เสียเวลากันเปล่าๆ เอาแค่เวลาที่มีในชาตินี้ทั้งหมดจะแก้ปัญหาที่ตัวเองให้ได้หมดก็ดูท่าจะยังไม่พอกันเลย แล้วใครที่คิดจะไปแก้ปัญหาของคนอื่นแต่ไม่มุ่งแก้ปัญหาที่ตัวเองก่อนนี่ ผมเองไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนแนวคิดแบบนี้

ในมุมธรรมะ คนที่มุ่งแต่จะแก้ไขคนอื่นนั้น ไม่มีทางที่เขาจะพ้นทุกข์ได้เลย พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้หมั่นทำนาของตนเอง อย่าไปทำนาคนอื่น ซึ่งถ้าใครมีความคิดเห็นในแนวทางมุ่งแก้ปัญหาคนอื่น ไม่มองว่าตัวเองมีปัญหา ผมก็คิดว่ายากที่เขาจะแก้ปัญหาในชีวิตได้

ส่วนคนที่น้อมปัญหากลับมามองตน กลับมาทบทวนว่าเหตุแห่งทุกข์ของเรานั้นอยู่ตรงไหนในจิตใจเรา คนที่มีความคิดในแนวทางนี้เจริญได้ง่าย แก้ปัญหาได้ง่าย ถ้าให้ผมเลือก ก็คิดว่าควรใช้เวลาให้กับคนที่มีความเห็นเช่นนี้ เพราะเขามุ่งแก้ปัญหาในตนจริงๆ ซึ่งการแนะนำต่างๆจะสามารถเข้าถึงปัญหาได้ง่าย เพราะไม่มีตัวแปรที่ซับซ้อนเหมือนคนที่ดึงเอาบุคคลที่ 2 3 4 … มาเกี่ยวด้วย

– – – – – – – – – – – – – – –

3.10.2558

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ (Dinh Airawanwat)

การปฏิบัติธรรม ตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ

September 7, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 646 views 0


การปฏิบัติธรรม ตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ

ในวีดีโอที่แนบมานั้น เป็นเรื่องราวของกิ้งกือกระสุนที่เดินผ่านเส้นทางของฝูงมด เป็นความบังเอิญตามธรรมชาติที่ไม่ได้จัดฉากหรือบังคับชีวิตใด ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของมัน

เราจะเห็นได้ว่าเมื่อกิ้งกือกระสุนถูกมดรังควาน มันก็จะม้วนตัวมันให้กลม มีเปลือกเป็นเกราะ ทำให้มดไม่สามารถเข้ามากัดได้ แต่นั่นอาจจะหมายถึงมดตัวเล็ก ถ้ามดตัวใหญ่นั้นเดินผ่านมาและสนใจกิ้งกือกระสุนล่ะ มันจะทำอย่างไร? มดตัวใหญ่นั้นสามารถกัดถุงพลาสติกเหนียวๆให้ขาดได้ ถ้ามันเข้ามารุมกัดกิ้งกือกระสุนล่ะ จะเป็นอย่างไร?

กลับมาที่เรื่องการปฏิบัติธรรม…

ถ้าฝูงมดคือสิ่งที่จะเข้ามากระตุ้นกิเลส และกิ้งกือกระสุนคือตัวเรา เมื่อเราได้กระทบกับสิ่งกระตุ้นกิเลส เราก็สามารถใช้ความอดทน ใช้สติ ใช้กำลังของจิตกดข่มอาการได้สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์ที่จะต่อต้านสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรด้วยกำลังเท่าที่ตนมี

แต่ถ้ามีการกระตุ้นกิเลสที่มากขึ้นล่ะ ถ้ามีมดตัวใหญ่เข้ามา กิ้งกือกระสุนตัวนั้นจะทำอย่างไร มันก็คงจะถูกมดยักษ์ค่อยๆกัดจนตาย เพราะไม่สามารถต้านทานพลังของมดได้ เช่นเดียวกับที่คนส่วนมากไม่สามารถต้านทานพลังของการยั่วกิเลสที่มีพลังเกินกว่าสติของตนได้

เราอาจจะสามารถฝึกจิตให้แข็งแกร่งได้ ให้มีสติรู้เท่าทันกิเลสได้ เหมือนกับกิ้งกือกระสุนที่พัฒนาตัวเองให้โตขึ้นและมีเปลือกที่หนาขึ้นได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงวิธีปฏิบัติที่เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปตามวิถีของโลก ซึ่งนักปฏิบัติธรรมสำนักไหน ศาสนาใดก็สามารถทำได้ ซึ่งถ้ายกฤๅษีขึ้นมาก็จะเห็นภาพได้ชัด

ฤๅษีนั้นสงบนิ่ง เว้นขาดจากการบริโภคกาม น่าเคารพ น่าเลื่อมใส เหมือนกับกิ้งกือกระสุนที่สามารถป้องกันมดกัดได้อย่างสมบูรณ์ แต่นั่นก็เป็นเพียงวิธีหนึ่งในการป้องกันและไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในโลกนี้

หลักการปฏิบัติของพุทธนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ป้องกันเท่านั้น ในทางจิตนั้นพุทธก็จะมุ่งพัฒนา แต่จะต่างกันตรงที่มีเป้าหมายคือการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง

การหลุดพ้นของพุทธไม่ใช่การปล่อยให้กิเลสเข้ามาและยอมรับมัน ไม่ใช่กิ้งกือกระสุนที่เดินฝ่าดงมด และปล่อยให้ตนโดนมดกันโดยทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ใช่เพียงแค่มีความสามารถอดทนและปล่อยวางความเจ็บปวดได้ ไม่ใช่ผู้ที่ทำเหมือนปล่อยวางแต่ตัวยังจมอยู่กับกิเลส

การหลุดพ้นของพุทธนั้นคือหลุดพ้นจากกิเลส ลองนึกภาพกิ้งกือกระสุนที่เดินผ่าดงมด แต่มดไม่สนใจ เหมือนอยู่กันคนละมิติ ถึงจะเดินไปบนเส้นทางเดียวกันแต่ก็จะเดินผ่านกันไปโดยที่ไม่แตะต้องกัน ถึงจะเผลอไปแตะต้องแต่ก็ไม่ไปเกี่ยวกัน ไม่เป็นของกันและกัน นั่นเพราะผู้ที่ล้างกิเลสจนหมดตัวหมดตน การยั่วกิเลสใดๆย่อมไม่สามารถทำให้ผู้ที่หลุดพ้นไปข้องเกี่ยวได้

ดังนั้นการผลการปฏิบัติธรรมแบบพุทธจึงเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก ไม่อยู่ในวิสัยของโลก รู้ได้เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติได้จริง เดาเอาก็ไม่ได้ คิดคำนวณยังไงก็ไม่มีวันถูก แม้มันจะเป็นเรื่องที่มีเหตุผล แต่ก็ไม่สามารถใช้ตรรกะใดๆมาอธิบายได้

จะเป็นไปได้อย่างไรที่กิ้งกือกระสุนจะเดินอยู่บนเส้นทางของฝูงมดที่หิวโหยโดยไม่โดนมดรุมทึ้ง อย่างเก่งก็แค่ม้วนตัวขดเป็นก้อนกลม ป้องกันมดกัด หรือรอเวลาที่มดเดินไปจนหมด ไม่มีทางหรอกที่จะเดินไปพร้อมๆกับมดโดยที่มดไม่กัด ธรรมชาติของมดย่อมกัดเป็นธรรมดา นั่นหมายถึงมันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาตินั่นเอง

การที่เราจะสามารถต้านทานกิเลสด้วยกำลังของจิตนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ควรศึกษาและปฏิบัติให้มีผลยิ่งขึ้น แต่การจะรู้และมั่นใจว่ากิเลสจะไม่สามารถทำอะไรเราได้อีกต่อไป หรือที่เรียกกันว่าหลุดพ้นจากกิเลสนั้น คือสภาพที่สามารถปล่อยให้ผัสสะเข้ามากระทบได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกเลย ไม่ต้องอดทน ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องกดข่ม แม้จะปล่อยให้สิ่งที่เคยติดเคยยึด เคยชอบเคยชังเข้ามากระทบอีกสักเท่าไหร่ก็ไม่มีผล แม้ไม่มีการป้องกันใดๆเลยก็ไม่มีผล แม้จะปล่อยให้เข้ามาปะทะโดยไม่เตรียมตัวเตรียมใจใดๆก็ไม่มีผล

นั่นเพราะไม่มีกิเลสซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลในจิตใจอีกต่อไป เมื่อไม่มีกิเลส แม้จะมีผัสสะก็ไม่มีผลอะไร เหมือนกับกิ้งกือกระสุนที่แม้จะมีฝูงมดอยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ต่างกับคนที่มีกิเลส เมื่อหลงเข้าไปในฝูงมดย่อมจะต้องป้องกัน หากไม่ป้องกันก็ต้องเจ็บปวด ทุกข์ทรมานจากความอยากทั้งหลายที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งกระตุ้นและยั่วยวนกิเลสเหล่านั้น

– – – – – – – – – – – – – – –

7.9.2558

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ (Dinh Airawanwat)

ตรวจใจ ในเรื่องคู่ : ความรักบนทางสายกลาง

August 27, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 1,347 views 0

ตรวจใจ ในเรื่องคู่ : ความรักบนทางสายกลาง

ตรวจใจ ในเรื่องคู่ : ความรักบนทางสายกลาง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เรากำลังมีความรักที่อยู่บนความเป็นกลาง ไม่โต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง หากปราศจากหลักธรรมที่จะเข้ามาใช้ตรวจและชี้วัดสภาพของจิตใจในขณะนั้นก็คงยากที่จะรู้

การใช้หลักทางสายกลางเข้ามาประยุกต์จะเป็นเครื่องมือที่ชี้วัดได้ง่าย ว่าสภาวะที่เราเป็นอยู่นั้นกำลังไปในทิศทางของกุศลหรืออกุศล เป็นบุญหรือเป็นบาป เพิ่มกิเลสหรือลดกิเลส โดยการทำความเข้าใจกับทางโต่งทั้งสองด้าน

1). โต่งไปด้านกาม

กามคือสภาพดูดดึง ด้วยความหลงสุข เข้าไปรัก เข้าไปเสพ เข้าไปหลงใหล เข้าไปผูกพัน …

แม้จะยังเป็นคนโสด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเหล่านั้นจะอยู่บนทางสายกลาง หากเขาอยู่ลุ่มหลงอยู่ในกาม ยังอยากมีความรัก ชอบคนนี้ อยากได้คนนั้น แอบปลื้มคนโน้น และยังเห็นว่าการครองคู่เป็นสุข ยังเห็นว่าชีวิตจำเป็นต้องมีคู่ เห็นการมีคู่เป็นสิ่งที่น่าหลงใหล อยากได้อยากมีคู่ครองด้วยความหลงสุขใดๆก็ตาม ก็ถือว่ายังเป็นโสดที่หลงอยู่กับกาม

ในส่วนของคนคู่ คือสภาพของการหลงในคู่ของตน หลงเสพ หลงสุข หลงติด หลงยึด สิ่งใดๆก็ตามในคู่ครองของตน ในความเป็นคู่ของตน ไม่ยอมห่าง ไม่ยอมวาง ไม่ยอมคลายความสัมพันธ์ เกาะเกี่ยวแนบแน่นเป็นของกันและกันอยู่แบบนั้น คู่ที่จะพ้นจากกามได้ จะมีความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปสู่ความเป็นเพื่อนไปโดยลำดับ ละเว้นการแตะเนื้อต้องตัว การสมสู่ และอยู่กันแบบเพื่อน จนกลายเป็นเพื่อนกันจริงๆ ปฏิบัติต่อกันเหมือนเพื่อนทั่วๆไป ไม่เหลือสัญลักษณ์ใดๆของความเป็นคู่อีกเลย

2). โต่งไปด้านอัตตา

อัตตาคือสภาพของการผลัก ด้วยความยึดดี เกลียดรัก เกลียดคนชั่ว เกลียดคนเจ้าชู้ เกลียดการมีคู่…

คนโสดที่โต่งไปทางด้านอัตตาจะมีความชิงชังในการมีความรัก การมีคู่รัก ซึ่งอาจจะเกิดได้จากสองประเด็น กรณีแรกคือเห็นโทษชั่วของกาม ปฏิบัติเพื่อออกจากกามได้จริง จึงมาติดอัตตา มายึดดีถือดี ไม่ยอมมีคู่เพราะเห็นว่าเป็นทางชั่ว ในกรณีนี้เป็นความเจริญเพราะออกจากกามได้ ซึ่งจะต้องล้างความยึดดีในลำดับต่อไป

ในอีกกรณีที่สองเกิดจากความผิดหวังช้ำรัก จนเกลียดคู่ เกลียดการมีคู่ เป็นการผลักเพราะไม่ได้เสพสมใจ ในกรณีนี้จะทำให้คนหลงไปว่าตนนั้นหลุดพ้นจากความรัก ทั้งที่จริงๆแล้วยังอยากมีความรักดีๆอยู่ เพียงแค่ไม่อยากทุกข์เพราะความรัก มักจะมีความเห็นในกรณีที่ว่า ถ้ารักไม่ดีไม่มีดีกว่า ถ้าไม่สุขกว่าอยู่คนเดียวจะไม่มี ลักษณะนี้จะมีทั้งกามและอัตตาปนอยู่ จึงตั้งกำแพงอัตตาไว้เพื่อให้ได้เสพกามที่มากกว่าเป็นทางเสื่อม

อัตตาในมุมของคู่รักคือสภาพที่อยู่กันไปทั้งรักทั้งชัง หรืออยู่อย่างไม่มีความสุขเพราะยึดดีเกลียดชั่ว ในกรณีแรกคือคนที่ทั้งรักทั้งชัง คือกามก็มี อัตตาก็จัด คือยังอยากเสพสุขจากคู่ แต่ก็พบกับความไม่ถูกใจหลายอย่างในการมีคู่ ในอีกกรณีคือคนที่ยึดดีเกลียดชั่ว อาจจะเกิดจากการได้ฟังข้อปฏิบัติใดๆมาแล้วเกิดอาการรังเกียจการมีคู่ รังเกียจความเป็นคู่ รังเกียจกิจกรรมใดๆของคนคู่ จึงทำให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ มองทุกอย่างไม่ดีไปหมด เพราะเขานั้นเกลียดชั่ว ยึดดี ไม่ยอมให้เกิดสิ่งชั่ว จะเสพแต่ดี จึงทำให้เกิดสภาพของการโต่งไปในด้านอัตตา

. . . จากที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นการตรวจใจโดยภาพกว้าง ซึ่งการที่เราจะมีความรักบนทางสายกลางได้นั้น เราต้องเว้นขาดจากทางโต่งทั้งสองทาง คือไม่โต่งไปในด้านหลงสุขในกาม และไม่โต่งจนทรมานตนเองและผู้อื่นด้วยความยึดดี

– – – – – – – – – – – – – – –

27.8.2558

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ (Dinh Airawanwat)

สุขกว่าโสด ในโลกนี้ไม่มี

August 1, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 2,350 views 0

สุขกว่าโสด ในโลกนี้ไม่มี

สุขกว่าโสด ในโลกนี้ไม่มี…

ความจริงข้อหนึ่งที่เป็นอมตะไปตลอดกาลนั่นก็คือ ความเป็นโสดนั้นคือสถานะที่สงบสุขที่สุด แต่ความจริงนี้กลับถูกบดบังไปด้วยความหลงผิด จนทำให้ความจริงเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ถึงกระนั้นความจริงก็ยังเป็นความจริง ความสุขที่สุดก็คือสุขที่สุดและมันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

หากจะหาข้อดีที่สุดของความโสดที่ว่าสุขนั้น ก็คงจะต้องยกเรื่องของความไม่มีทุกข์ขึ้นมาว่ากัน เพราะความโสดนั้นไม่ต้องประสบทุกข์ใดๆ จากการมีคู่เลย ผู้ที่ล้างความอยากมีคู่ ล้างความหลงในสุขลวงได้จริงจะเห็นแต่ความทุกข์ในการมีคู่ นั่นหมายถึงการจะพ้นทุกข์เหล่านั้น ก็คือความเป็นโสด นั่นหมายความว่าการไม่ต้องทุกข์จากการมีคู่ก็สุขมากเกินพอแล้ว

แต่ความสุขจากความโสดกลับไม่ใช่สิ่งที่มีในโลกนี้ แต่เป็นเรื่องของโลกหน้า…. โลกนี้คืออะไร? โลกนี้ก็คือโลกที่ยังมีกิเลส ยังหลงสุข หลงติดหลงยึดในรสสุขของการมีคู่ ผู้ที่มีตัณหาและอุปาทานในการมีคู่ จะไม่สามารถหาความสุขของความโสดได้เลย เพราะเขาหลงว่าการมีคู่เป็นสุข เมื่ออยากได้อยากเสพการมีคู่แล้วไม่สมใจอยากก็ต้องเป็นทุกข์ ดังนั้นความโสดจึงเป็นทุกข์สำหรับชาวโลกีย์ เป็นเหมือนคำสาป เป็นเหมือนคุกเป็นสิ่งที่ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความอยาก

โลกหน้าคืออะไร? โลกหน้าก็คือโลกที่พ้นไปจากกิเลส พ้นจากความอยาก พ้นจากความหลงติดหลงยึดในสุขลวง เกิดดวงตาเห็นธรรมว่าแท้จริงแล้วการมีคู่มีแต่ทุกข์ ทุกข์ และทุกข์ ดังนั้นความสุขในความโสดจึงมีเฉพาะผู้ที่เข้าถึงโลกหน้า คือโลกุตระ ไม่มีความเห็นเหมือนกับคนทั่วไป แตกต่างจากผู้คนทั่วไป

ถ้ามองในมุมโลกียะ ความสุขกว่าความโสดย่อมมีมากมาย ซึ่งหลายคนสามารถพิจารณาข้อเสียของความโสด ข้อดีของการมีคู่เพื่อเข้าถึงสุขลวงได้อย่างมีความสุขจริงๆ เกิดรสสุขจริงๆ แต่สุขนั้นไม่ใช่ของจริง มันเสื่อมสลายและเลือนหายได้ จึงเป็นความหลงในสุขลวงอย่างแท้จริง

ถ้ามองในมุมโลกุตระ ความสุขกว่าความโสดยอมไม่มี ซึ่งเราไม่สามารถพิจารณาถึงข้อดีของการที่เราจะไปมีคู่ได้เลย นึกไปก็เห็นแต่ข้อเสียมากมาย และเห็นแต่ข้อดีของความเป็นโสด เพราะเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ยั่งยืน มีความเต็มในตนเอง ไม่ขาดไม่พร่อง ไม่ต้องเรียกร้องโหยหา

หากเรายังไม่สามารถชำระล้างความอยากในการมีคู่ได้เราก็จะไม่เห็นความสุข ไม่เห็นคุณค่าใดๆในความโสด จะเห็นแต่ประโยชน์ของการมีคู่

หากเราชำระความอยากในการมีคู่ได้ เราก็จะไม่เห็นว่าสุขลวงที่เคยมีเป็นความสุขอีกต่อไป เราจะเห็นความจริงตามความเป็นจริง เห็นทุกข์แท้ๆที่เกิดขึ้นจากความผูกพัน เป็นบ่วงของกันและกัน และจะเป็นโสดด้วยจิตใจที่ยินดีเพราะรู้แจ้งในโทษชั่วของกิเลสเหล่านั้น

ตามความเห็นทางโลกเขาก็จะสรรหาเหตุผลดีๆมากมายในการมีคู่ หาข้อยกเว้น หาข้ออ้างที่ดูดี เพื่อที่จะให้การมีคู่นั้นดูเป็นที่น่ายอมรับ เป็นที่น่าชื่นชม เป็นเกียรติ เป็นศักดิ์ศรี เป็นคุณค่า เป็นตัวตน

ตามความเห็นทางธรรม ก็จะไม่พยายามแสวงหาเหตุผลใดๆมาค้านแย้งคุณค่าของความโสด เพราะพระพุทธเจ้าก็ตรัสเกี่ยวกับโทษของการมีคู่ไว้มากมาย ดังนั้นผู้ที่ใฝ่ในธรรมจึงไม่คิดจะต่อต้านความเห็นที่ว่าความโสดคือสถานะที่ดีที่สุดสู่การพ้นทุกข์

…. จากที่ยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่า มุมมองของคนเรานั้นต่างกัน แต่ความแตกต่างนั้นมีเหตุ นั่นก็คือกิเลสเป็นเหตุของความแตกต่าง ผู้มีกิเลสจะมีความแตกต่างกันไปตามความหลงติดหลงยึดของแต่ละคน แต่ผู้ที่ล้างกิเลสในเรื่องคู่ได้นั้นจะมีความเห็นตรงกัน เป็นไปในทางเดียวกัน ไม่ขัดกัน นั่นเพราะการหลุดพ้นจากกิเลสนั้นมีรสเดียวกัน ใครที่สามารถปฏิบัติจนถึงผลได้ก็จะรับรู้เหมือนกัน

ดังนั้น คำว่า “สุขกว่าโสด ในโลกนี้ไม่มี” จึงเป็นคำกำกวมที่ตีความได้ตามความเห็น ถ้ายังมีความอยากก็จะเข้าใจในแนวทางที่ว่า “ ความสุขกว่าความโสดมันไม่มีจริงในโลก” แต่ถ้าไม่มีความอยากก็จะเข้าใจในแนวทางที่ว่า “ ในโลกนี้ไม่มีความสุขใดเท่าความโสดแล้ว

แต่ความจริงนั้นความโสดคือสถานะที่ดีที่สุดในการปฏิบัติสู่การพ้นทุกข์ เราจะควรพิจารณาคุณค่าของความโสดเพื่อเข้าถึงประโยชน์นั้น และควรพิจารณาโทษ ภัย ผลเสียของการมีคู่เพื่อออกจากความหลงเสพหลงสุขนั้น

– – – – – – – – – – – – – – –

30.7.2558

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ (Dinh Airawanwat)