ทักทาย ๒๕๖๐ : 2017

February 2, 2017 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 397 views 0

ปี 2016 ก็ได้ผ่านไปแล้ว และตามที่ได้ตั้งใจไว้ คือจะพิมพ์บทความน้อยลง ทำให้ปีที่ผ่านมา มีบทความเพียง 40 กว่าบทความเท่านั้น แต่จะให้เวลากับตัวเองได้ไปศึกษาเรื่องอื่น ๆ

ในปี 2017 นี้ก็เช่นกัน ผมคิดว่าอาจจะห่างงานบทความมากขึ้นไปอีก ส่วนบทวิจารณ์อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ตามกระแสสังคมหรือตามที่นึกขึ้นได้ ก็จะลงในไว้ facebook อีกบัญชีหนึ่ง ซึ่งเป็น user ไม่ใช่ page ใครสนใจก็เข้าไปชมกันได้ที่ user : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

ถาม-ตอบ

February 10, 2014 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 9,492 views 15

มีคำถามข้อสงสัยที่บทความในเว็บไซต์แห่งนี้ไม่ได้ตอบคำถามเหล่านั้นไว้ หรือไม่ตรงตามที่ใจคิดนัก ก็สามารถที่จะส่งคำถามมาได้ในท้ายหน้านี้ ซึ่งท่านไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตนแต่อย่างใด เพียงแค่พิมพ์นามสมมุติและถามคำถามที่สงสัยไว้ ผมก็จะมาทยอยตอบให้ครับ

แต่ถ้าหากอ่านบทความใดแล้วมีคำถามที่สงสัย ก็สามารถที่ส่งข้อความไว้ในตอนท้ายของบทความนั้นได้เลยเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นที่ผ่านมาอ่านได้อีกทีหนึ่งครับ

ศาสนาพุทธ ในปัจจุบัน

February 2, 2018 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 214 views 1

ศาสนาพุทธในปัจจุบัน

ศาสนาพุทธ ในปัจจุบัน

ระหว่างที่กำลังทำสวนในเย็นวันหนึ่ง ผมมองขึ้นไปบนฟ้า เห็นเส้นสีขาวที่คดไปมา มองต่อไปก็เห็นเครื่องบินกำลังบินอยู่ เครื่องบินก็ดูเหมือนจะบินตรงไปตามทิศทางของมัน แต่เมฆหรือไอน้ำที่เกิดขึ้นกลับเปลี่ยนไปตามลมอย่างไร้ทิศทาง

ในช่วงหนึ่งที่เห็นภาพเหล่านั้น ผมคิดไปถึงความเป็นไปของศาสนาพุทธในปัจจุบัน ซึ่งเหมือนกับภาพของเครื่องบินและไอน้ำที่เกิดตามหลังมา คือพระพุทธเจ้า ท่านก็สอนถูกตรงที่สุดแล้ว แต่พอเวลาผ่านไป ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวก็เกิดขึ้น เหมือนเป็นเรื่องธรรมดายังไงอย่างนั้น

ความผิดเพี้ยนไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสมัยนี้เท่านั้น แต่เกิดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ต้องมีสงฆ์คอยชำระแก้ไขความผิดเพี้ยนเหล่านั้นเรื่อยมา แต่ยิ่งนานวันผ่านไป อริยสงฆ์เหล่านั้นก็ค่อย ๆ จากไป เส้นทางที่ชัดเจนได้เลือนหายไปตามกาลเวลา ที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็ล้วนบิดเบี้ยวไปตามวิบากของแต่ละคน มีเพียงฝุ่นปลายเล็บเท่านั้นที่ยังคงปฏิบัติถูกต้องอยู่ได้ ส่วนดินทั้งแผ่นดินที่เห็นคือผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว

เรื่องพุทธแท้พุทธเทียม คงจะเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่มีวันจบสิ้น เพราะต่างคนก็ต่างถือว่าตนเอง อาจารย์ของตน ลัทธิของตนนั้นถูกเสมอ ซึ่งมันก็มีทั้งคนถูกทั้งคนผิด แต่คนถูกมีนิดเดียว คนผิดแทบทั้งโลก

สมัยศึกษาธรรมะใหม่ ๆ ผมเองก็ยังแสวงหาหนทางเหมือนกับคนทั่วไป พอเจออาจารย์ที่ปฏิบัติตามแล้วได้ผลจริง คือลดความอยากลงได้จริง มีหลักฐานปรากฏตามจริง สามารถรู้ร่วมกันได้ เช่น การเลิกหลงในการกินเนื้อสัตว์, การประพฤติตนให้อยู่เป็นโสด ฯลฯ และมั่นใจว่าจิตใจข้างในก็เป็นจริงตามนั้น

หลังจากตนเองพอจะมีหลักให้ยึด จึงเริ่มศึกษาผู้อื่น กลุ่มอื่น ลัทธิอื่น ความเชื่ออื่น ก็ศึกษาไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้คิดจะไปรบกับใคร ไม่ได้คิดจะไปปรับเปลี่ยนอะไรเขา เพียงแค่อยากรู้ว่าเขาปฏิบัติเหมือนเราไหม เขาปฏิบัติแล้วได้ผลอย่างเราไหม หรือเขาปฏิบัติแล้วได้ผลอย่างไร ช่วงแรก ๆ มันก็ยังมีไฟ ยังตั้งใจอยู่ แต่พอศึกษาไปนานวันเข้า มันก็ท้อเหมือนกัน

อาการท้อ นี่คือรู้สึกหมดหวัง รู้สึกประมาณว่าไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร สร้างสำนัก สร้างลัทธิมาหลง ทำไปทำไม แน่นอนว่าเราไปช่วยเขาไม่ได้อยู่แล้ว ตรงนี้ไม่ใช่เป้าหมายแต่แรก แต่ลึก ๆ มันยังมีความรู้สึกเป็นห่วง เพราะเห็นว่าปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ต้องการไปสู่ความพ้นทุกข์เหมือนกัน แต่กลับไปกันคนละทิศละทางอย่างจนดูเหมือนจะไม่มีวันที่จะมาบรรจบกันได้

สุดท้ายหลังจากที่ได้พูดคุย, แลกเปลี่ยน, ปะทะ, ฯลฯ กับคนที่เห็นไม่ตรงกันในการปฏิบัติ จากประเด็นต่าง ๆ ในบทความที่เคยได้พิมพ์ออกไป ก็รู้สึกว่า “พอดีกว่า” หลายครั้งหลายที มันก็ไปไม่ได้ มันทำความเข้าใจกันยาก ยิ่งไม่มีศรัทธาต่อกันยิ่งไปกันใหญ่ มันจะกลายเป็นแค่การแข่งดีเอาชนะกัน ซึ่งมันเสียเวลาเอามาก ๆ สรุปคือนอกจากจะช่วยเขาไม่ได้แล้วยังผลักเขาลงเหวไปอีก

ยิ่งในลัทธิที่แตกต่างนี่ผมยิ่งไม่อยากแตะ เพราะรู้ตัวดีว่าไม่มีกำลังพอจะไปบอกอะไรเขาได้ มันก็ต้องปล่อยเขาไป ฐานะเราก็เท่านี้ เราก็มีแค่นี้ เราก็เจียมตัวอยู่แบบของเราไป ส่วนใครเขาจะบรรลุธรรมแบบไหน จะเร็วจะช้า จะพิสดารแบบไหนก็เรื่องของเขา มันก็เป็นไปตามวิบากของเขา เป็นไปตามวิบากของโลก เหมือนกับเมฆที่โดนลมพัด เปลี่ยนรูปไปหมด เอาแน่เอานอนไม่ได้

เรื่องเขานี่มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ รู้ก็ไม่ชัดเท่าตัวเรา สู้เราเอาเวลามาปฏิบัติของเราดีกว่า ว่าพุทธในปัจจุบันของเรานี่มันเต็มความเป็นพุทธหรือยัง ถ้าเราทำได้ดีแล้วโลกจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะ เพราะมันพร่องเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เราก็ช่วยไปตามกำลัง ตามบารมีของเรา มีมากก็ช่วยได้มาก มีน้อยก็ช่วยไปตามบารมีที่มี ไม่ต้องทุกข์อะไร

เท่าที่ผมเห็น ดูเหมือนคนส่วนมากจะเอาเวลาไปทุ่มกับเรื่องนอกตัวเสียหมด ปฏิบัติธรรมก็ไปทำนอกตัว ไปอยู่กับอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะมากมาย ไม่แก้ปัญหาที่จิต ไม่แก้ที่กิเลสในจิต แต่ก็คงจะเป็นเรื่องธรรมดา ก็ทางปฏิบัติมันหายไปเกือบหมดแล้ว ก็ปฏิบัติกันแบบหลงป่ากันไป ป่าใครป่ามัน คนอยู่ในป่าก็มองจากป่า ก็เหมือนเห็นคนอื่นอยู่อีกป่า แม้คนไม่อยู่ในป่าเขาก็มองว่าว่าอยู่ในป่า เพราะเขามองผ่านป่าของเขา ก็เป็นแบบนี้แหละนะ พุทธในปัจจุบัน

31.1.2561

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

ก่อนจะผ่านพ้นปี ๒๕๖๐

December 31, 2017 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 189 views 0

2560

ก่อนจะผ่านพ้นปี ๒๕๖๐

เมื่อทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ก็พบว่าการบำเพ็ญกุศลที่โรงทานกองทัพธรรม ในช่วงครึ่งปีหลังของการให้เข้ากราบพระบรมศพนี่แหละ คือที่สุดของปี ๒๕๖๐ สำหรับผม

ก่อนหน้านั้นผมก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปทำประจำ เพราะติดงานอื่นอยู่ ซึ่งก็แวะไปบ้างตามที่มีเวลาว่าง แต่พออาจารย์หมอเขียวแนะนำว่า ถ้าผมเข้าไปร่วมกับหมู่กลุ่มที่เขาปฏิบัติธรรม ผมจะเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งผมก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับหมู่จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่บำเพ็ญกันที่โรงทานกองทัพธรรม ช่วงภาคบ่าย

พอได้เข้าไปคบคุ้นทำความรู้จัก ได้ทำงานร่วมกัน ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากขึ้นจริง ๆ นี่เป็นกลุ่มนักปฏิบัติธรรมกลุ่มแรกที่ผมเข้าไปคลุกด้วยเวลายาวนานเกือบครึ่งปี ไปเกือบทุกวัน เดือนหนึ่งจะหยุดซัก ๑-๓ วัน ซึ่งสภาพของการคบหากันอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ใกล้ชิดกันแบบนี้หาโอกาสไม่ได้ง่าย ๆ

และนั่นทำให้รอบของการเรียนรู้นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พัฒนากันวันต่อวัน สิ่งที่เข้ามากระทบในแต่ละวันทั้งกาม เช่น ของกินหน้าตาดี ดูน่าอร่อย  ฯลฯ และอัตตา เช่น ความเอาแต่ใจของคน ความเร่งรีบของคน ฯลฯ มันกระหน่ำเข้ามาทุกวัน ในโจทย์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน

ผมยังเคยโดนคนเข้าใจผิด หาว่าผมไปด่าเขา แล้วเขาก็ด่าผม ดูถูกผม กล่าวหาผมเสีย ๆ หาย ๆ เป็นเรื่องกันวุ่นวายหน้าโรงทาน จนเดือดร้อนเจ้าหน้าที่มาช่วยคุมสถานการณ์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมหวั่นไหวเลย ในตอนนั้นยังคิดอีกว่าจะช่วยเขาได้อย่างไร ช่วยให้เขาสบายใจขึ้นได้อย่างไร จริงอยู่ที่เขาเข้าใจผิด แต่การแก้ไขให้เขาเข้าใจถูกอาจจะเป็นไปไม่ได้ก็ได้ ก็จบด้วยการที่เขาเรียกร้องให้ผมขอโทษ ผมก็ยินดีให้สิ่งนั้นกับเขา แน่นอนว่าอาจจะทำให้เขาสาสมใจในเชิงอัตตา แต่อย่างน้อยเขาก็จะไม่ได้ทำบาปไปมากกว่านั้น

พอผมมาสรุป ผมยังคิดอยู่เลยว่าจะหาผัสสะระดับนี้ได้จากไหน ใครเขาจะเข้ามาด่าเราฟรี ๆ ให้เราได้ฝึกปฏิบัติ ให้เราได้ตรวจใจ หาไม่ง่ายนักหรอก แบบที่เจอต่อหน้านี่มันสดใหม่ดี ในหมู่นักปฏิบัติธรรมเขาก็ไม่ด่ากับหยาบแบบนี้ เราได้เจอแบบนี้บ้างมันก็ได้ประสบการณ์ดี

และโดยเฉพาะการประชุมกันทุกค่ำหลังเลิกงานของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการพัฒนาทางจิตวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว เรียนรู้ได้ทั้งทางโลกทางธรรม ทางโลกก็เรียนรู้ว่านี่เขาก็คิดแบบนี้กันด้วยเนาะ ทางธรรมเราก็ตรวจใจไปว่าเราหวั่นไหวกับคำติของเขาไหม เขาชมแล้วใจเราฟูไหม เราเสนอไปแล้วเขาไม่เอาแล้วเราขุ่นใจไหม เขาเอาตามเราแล้วเราหลงยึดมั่นถือมั่นไหม มันก็สนุกกันทุกวันทุกคืนตลอดเวลาที่บำเพ็ญนั่นแหละ

สรุปแล้วงานโรงทานที่สนามหลวง นอกจากที่เราจะได้ทำกุศลตอบแทนผู้มีพระคุณแล้ว เรายังได้พัฒนาจิตวิญญาณของเราด้วย ผมมองว่าสนามหลวงคือสนามฝึกปฏิบัติที่ดีเยี่ยมที่สุดสนามหนึ่งในยุคสมัยนี้ ผ่านแล้วก็ผ่านเลย ไม่มีอีกแล้ว ซึ่งเกิดจากพลังบารมีของพ่อหลวงที่ได้บำเพ็ญอย่างยาวนานกว่า ๗๐ ปี พร้อมด้วยโอกาสที่ครูบาอาจารย์มอบให้ ทั้งพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ผู้นำของชาวอโศก ที่เป็นผู้จัดตั้งโรงทานกองทัพธรรม อาจารย์หมอเขียวที่นำเหล่าจิตอาสามาบำเพ็ญ และคนจำนวนมหาศาลที่มารวมตัวกัน

ภายใต้องค์ประกอบนี้ จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เรียกได้ว่า “หลักสูตรรวบรัด” เพราะสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ เหมือนประเด็นหลายประเด็นที่ควรได้รู้นั้นถูกย่อ และรวบรวมเข้ามาให้ได้เรียนรู้กันในเวลาสั้น ๆ  ซึ่งก็วัดจากที่เคยศึกษาและปฏิบัติธรรมมานี่แหละ

และหลังจากจบงาน “ผลของกรรม” นั้นยังทำให้ผมประหลาดใจอย่างมากอีกด้วย อะไรที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดขึ้นในอีก 3-5 ปี ก็เกิดขึ้นหลังจบงานแทน ซึ่งผมเชื่อว่าเกิดจากผลกรรมดีที่ได้ทำอย่างแน่นอน

นั่นจึงทำให้มั่นใจว่า การบำเพ็ญที่โรงทานในครึ่งปีที่ผ่านมานี่แหละ คือที่สุดในปี ๒๕๖๐ นี้

๓๑.๑๒.๒๕๖๐

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

ยังยินดีกินเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่ามา ก็ยังยินดีในการฆ่า

December 29, 2017 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 238 views 0

meat-supply-chain-

ยังยินดีกินเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่ามา ก็ยังยินดีในการฆ่า

ภาพนี้กำลังนึกถึงการสื่อสารให้ง่ายและกระชับขึ้นอีก แต่ก่อนก็เคยเขียนภาพลักษณะนี้ไปบ้างแล้ว แต่ก็รู้สึกว่ายังมากไปนิด ทั้งรายละเอียดและเรื่องราว อันนี้ก็เป็นแบบเดิมที่ตัดทอนรายละเอียดลงอีก ให้เข้าใจง่าย ซึ่งจะเข้าใจได้จริงหรือไม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็ลองวาดไปครับ

ดูการ์ตูนอื่น ๆ ได้อีกที่เพจ Veggie kitchen

more-veggie-cartoon

จะหลีกเลี่ยงผู้ชายที่ไม่ดี ป้องกันไม่ให้เขาเข้ามาในชีวิตได้อย่างไร?

July 22, 2017 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 1,080 views 0

หลีกเลี่ยงผู้ชายที่ไม่ดี

คำถาม : จะหลีกเลี่ยงผู้ชายที่ไม่ดี ป้องกันไม่ให้เขาเข้ามาในชีวิตได้อย่างไร?

คำตอบ : ผู้ชายที่เข้ามาหวังจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว เข้ามาคบหาเป็นแฟน หวังจะเป็นคู่ชีวิต ไม่ดีทุกคนนั่นแหละ ถ้าจะป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้ามาในชีวิตก็ให้อยู่เป็นโสด

ขยายคำตอบ : ผู้ชายดีที่จะพาไปสู่ความผาสุก ผู้ชายที่ไม่ดีจะพาไปสู่ความเป็นทุกข์ ตามหลักศาสนาพุทธ การเข้าไปรักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีคู่ การแต่งงาน ไม่ใช่เรื่องน่าสรรเสริญของบัณฑิต เพราะการที่ใครคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตแล้วพาให้เกิดความรัก นั้นก็ว่าเป็นทุกข์แล้ว ยังไม่รวมสิ่งที่พากันหลงมัวเมาทำสิ่งที่เบียดเบียน ทำสิ่งที่ไร้สาระ ทำสิ่งที่ชั่วกันโดยไม่รู้ตัวอีกมากมาย

กิเลสจะหลอกให้เราเห็นว่าสิ่งที่เราหรือเขาทำนั้น เกิดผลเป็นสุขในเบื้องต้น และหลอกเราว่าสิ่งชั่วที่เราทำนั้นเป็นสุขตลอดไปตราบเท่าที่เรายังไม่มีปัญญา แต่เมื่อเราได้เห็นทุกข์จนเกินจน เราจึงจะสามารถเห็นธรรมได้ชัดขึ้นเช่น คนที่เคยรักกันเปลี่ยนไปจากเดิม คนที่เคยรักกันนอกใจกัน คนที่เคยรักกันทำร้ายกัน คนที่เคยรักกันฆ่ากัน ฯลฯ เราก็จะเห็นความจริงได้เองว่า แท้จริงแล้ว เขาเป็นสิ่งที่สร้างทุกข์ให้กับเรา ทีนี้หลายคนผูกพันไปแล้วมันออกไม่ได้ บางคนมีลูกเป็นบ่วงเวรบ่วงกรรมยิ่งแล้วใหญ่ ก็ทั้งรักทั้งเกลียดต้องทนอยู่ในสภาพทุกข์ที่ต้องยอมจำนน

การที่เราจะหวังว่าจะคัดผู้ชายที่ดีที่สุดไม่ทำให้เราทุกข์ เข้ามาเป็นคู่ชีวิตนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ แม้ว่าเราจะพยายามหลอกตัวเองว่าที่เราเลือก จะเป็นทุกข์น้อย เป็นสุขมากกว่า มันก็ไม่ใช่ เพราะความจริงแล้วเมื่อเทียบทุกข์น้อยกับไม่ทุกข์เลย ความไม่ทุกข์ย่อมเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีกว่า นั่นหมายถึงอยู่เป็นโสดจะไม่ต้องทุกข์เพราะคู่ที่ไม่ดีเลย

แต่ถึงกระนั้นก็ยากที่คนจะยอมทิ้งสุขลวงที่โลกหลอก เพราะตนเองหลงสุขในการมีคู่ จึงอยากได้คู่มาบำเรอตนในมุมต่าง ๆ ที่ตนเองหลงติดหลงยึด และหลงว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นโทษน้อย เป็นคุณประโยชน์มาก ซึ่งการอยากมีคู่นี้เองคือสภาพของการเห็นกงจักรเป็นดอกบัวโดยสมบูรณ์ คือเห็นสิ่งที่เป็นโทษภัยเป็นประโยชน์สุข เห็นสิ่งที่ไร้สาระเป็นสาระ เป็นความกลับหัวกลับหางในความถูกต้อง หรือที่เรียกว่ามิจฉาทิฎฐิ

ดังนั้นเมื่อเรายังเห็นผิดว่าการมีคู่นั้นดี เห็นว่าเป็นประโยชน์อยู่ เราก็จะแสวงหาสิ่งนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งดึงใครสักคนเข้ามาในชีวิต นั่นคือเราเลือกเราว่าจะให้เขาคนนั้นเข้ามาทำร้ายเรา เข้ามาทำให้เรารักเราหลงจนงมงาย ให้เราเป็นทุกข์แสนสาหัสเพราะคนคนนั้น จึงสรุปได้ว่า ถ้าเราอยากจะพ้นไปจากคนไม่ดีที่จะเข้ามาเป็นคู่ เราก็จะต้องทำลายความอยากมีคู่ ซึ่งเป็นพลังหลักที่ผลักดันให้เราไปมีคู่นั่นเอง

22.7.2560

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์