คู่มือคนโสด

ประพฤติตนเป็นโสด คือความเป็นกลาง

January 9, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 12 views 0

ได้ไปเห็นความเห็นที่คนเขามองว่าการปฏิบัติตนเป็นโสด มันจะออกไปทางโต่ง ๆ ตามความเห็นของเขา อ่านแล้วก็เห็นใจเขา เพราะจริง ๆ ประพฤติตนเป็นโสดนั้น คือความเป็นกลาง เป็นทางพ้นทุกข์อย่างหาทางอื่นไม่ได้เลย

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “คนที่เขาประพฤติตนเป็นโสด คนเขาก็รู้กันว่าเป็นบัณฑิต” นั่นหมายถึงก็มีแต่คนที่มีปัญญาเท่านั้นแหละ ที่จะตั้งตนอยู่ในความเป็นโสด ท่านยังตรัสไปต่ออีกว่า “ส่วนคนเขลาฝักใฝ่ในเมถุนย่อมเศร้าหมอง” นั่นก็หมายถึงคนที่เขาไม่มีปัญญา หรือที่เรียกกันว่าคนโง่ คนหลง เขาก็จะเศร้าหมองเพราะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการอยู่เป็นคู่ ๆ อยู่กับเรื่องคนคู่

ท่านยังตรัสไว้ใน พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 29 ไว้อีกว่า “บุคคลผู้มีความเกษม ไม่มีเวร ไม่มีภัย เราเรียกว่า เป็นบัณฑิต

คนที่ประพฤติตนเป็นโสดนี่ทำไมถึงเป็นบัณฑิต แล้วทำไมบัณฑิตถึงไม่มีภัย นั่นก็เพราะการประพฤติตนเป็นโสด จะไม่สร้างเวรแค่ใคร ไม่มีภัยแก่ใคร เพราะไม่ทำให้ใครหลงรัก หรือหลงชัง ไม่ไปเป็นข้าศึกในวัฏสงสารอันยาวนานของเขา ออกจากวังวนแห่งการหลงสุขหลงเสพ อันเป็นธรรมชาติของสัตว์ทั่วไป

การที่คนเข้าไปรักกัน ไปแสดงความรักกันนั้น ก็ยังสร้างเวรสร้างภัยให้แก่กันอยู่ ด้วยการมอมเมาด้วยกาม ด้วยตัณหา ด้วยราคะ ด้วยอัตตา ก็ตาม ดังนั้นผู้ที่สร้างเวรสร้างภัย จะเรียกว่าเป็นบัณฑิตก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าตั้งตนอยู่บนทางสายกลางก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าปฏิบัติสู่ความเจริญก็ไม่ใช่

ทางสายกลางในมิติของคนโสดคนคู่นั้น จะอยู่ตรงการประพฤติตนเป็นโสด ส่วนทางโต่งสองด้านนั้น หนึ่งคือฝั่งของการหลงไปในทิศของกาม จะหลงใหลหมกมุ่นใคร่อยากในเรื่องคู่ครอง สองคือทิศของอัตตา จะเป็นความยึดดี ถือดี หลงดี จนเกิดความชังขึ้นในจิต อธิบายง่าย ๆ ว่าเกลียดความรัก เหม็นความรักอะไรทำนองนี้ เห็นเขารักกันก็จะไม่ชอบใจ อันนี้เป็นทางโต่งในทิศของอัตตา

แต่บัณฑิตที่ประพฤติตนเป็นโสดนั้น จะเห็นความจริงตามความเป็นจริง เห็นว่าเขาติดกามก็เห็นใจเขา เพราะเขาหลงไปสุข ไปเสพกับสิ่งลวง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แล้วก็มัวเมาอยู่กับกาม เขาก็ให้ค่ามัน ให้ความสำคัญกับมันเป็นธรรมดา แค่เขาหลงเขาก็ทุกข์พออยู่แล้ว มันก็น่าเห็นใจ

ส่วนทิศอัตตานี่ก็น่าสงสารอีก เขาจะยึดดีจนอึดอัด กดดัน บีบคั้น มีแต่รังสีอำมหิต เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นด้วยความยึดดี มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรใครเลย ทำลายทั้งตัวเอง และคนรอบข้าง ดีไม่ดี ตบะแตก อดทน อดกลั้นการมีคู่ไหมไหว กลับไปหาฝั่งกามก็มีเยอะเหมือนกัน ก็คล้าย ๆ พวกทำเป็นเก๊ก แล้วสุดท้ายใจแตก ก็น่าเห็นใจเขา

ความจริงมันก็ไม่มีอะไรน่ายึด เพียงแต่มันจะมีจุดอาศัยที่พอดี เป็นกลาง เป็นความเบาสบาย ถ้าทั้งสองฝั่งคือพื้นที่ที่มีไฟลุกเผาใจอยู่ทุกวี่วัน การประพฤติตนเป็นโสดจนหลุดพ้นจากความอยากมีคู่ก็คือตรงกลางระหว่างนรกทั้งสองฝั่ง เป็นแดนสวรรค์ของจิตที่พ้นจากความเดือดเนื้อร้อนใจ

ก็อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า บัณฑิตคือผู้ที่มีความเกษมสำราญในธรรม ไม่มีเวรไม่มีภัยแก่ใคร ใครจะมีคู่ก็เข้าใจ ใครจะชังการมีคู่ก็เข้าใจ แต่ก็จะทำงานของตนต่อไปคือเผยแพร่สิ่งที่ดี ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ทำกุศลให้ถึงพร้อม” เมื่อมีความรู้ ก็ควรจะแบ่งปันแจกจ่ายเป็นธรรมทาน เก็บไว้ หวงไว้ ซ่อนไว้ ไม่แบ่งแจก ก็เหมือนพรามห์ผู้เห็นผิดในโลหิจจสูตร ที่เห็นว่าผู้บรรลุธรรมนั้นไม่ควรเปิดเผยธรรม

พระพุทธเจ้ายังตรัสไว้อีกว่า ธรรมะของท่าน ยิ่งเปิดเผย ยิ่งเจริญ แต่คนที่เขาไม่มีปัญญาเขาจะไม่ชอบใจหรอกนะ เขาจะค้านแย้ง ดังที่ท่่านได้ตรัสไว้ว่า ธรรมที่พาพ้นทุกข์ อสัตบุรุษจะไม่ยินดี ไม่ชอบใจ ให้พาออกจากกาม ออกจากอัตตานี่เขาจะไม่เอา เขาจะแย้ง มันก็เป็นธรรมดาของโลก ที่จะมีความเห็นทั้งสองทางมาค้านกัน

ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดต่าง จะเข้าใจว่าทางสายกลางกลางกามก็เป็นสิทธิ์ที่พึงทำได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำตามใจของตน และผลกรรมก็เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนพึงได้รับเช่นกัน ทำดีก็ได้รับผลดีสะสมไว้ ทำชั่วก็ได้รับผลชั่วสะสมไว้ ก็ให้อิสระในการเลือกกันเองว่าจะทำอะไรแบบไหน

จะผาสุกยั่งยืน ถ้าไม่คบอสัตบุรุษ (เรื่องการประพฤติตนเป็นโสด)

January 5, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 48 views 0

อสัตบุรุษ นั้นคือคนที่ทำตรงข้ามกับที่พระพุทธเจ้าสอน ยินดีในทางตรงกันข้าม และชักชวนให้ผู้คนทำในทางตรงกันข้าม

อสัตุบุรุษ ในการประพฤติตนเป็นโสดก็คือ ผู้ที่ตนเองก็ไม่ได้ประพฤติตนเป็นโสด ยังหมกมุ่นในเรื่องคู่ ยังยินดีพอใจที่จะมีคู่ ยินดีเมื่อเห็นคนอื่นมีคู่ และชักชวนให้คนอื่นยินดีพอใจในการมีคู่ พูดถึงแต่ประโยชน์ในการมีคู่

องค์ประกอบเหล่านี้ประยุกต์จากพระไตรปิฎกเล่ม 19 ข้อ 1459 ซึ่งการเว้นขาดจากสิ่งที่เบียดเบียน เป็นองค์ประกอบของสาวก ส่วนการเข้าไปเบียดเบียนนั้น คือองค์ประกอบของคนนอกศาสนา

เรื่องความรักนั้นเป็นเรื่องที่เบียดเบียนตนและผู้อื่นเรื่องหนึ่ง เพราะยังเป็นเหตุให้ตนเองและผู้อื่นเป็นทุกข์อยู่ ยังผิดศีลอยู่ แต่ก็เบากว่าการฆ่าหรือทำร้ายสัตว์ แต่ความรักนี่เอง ก็เป็นเหตุในการฆ่าและทำร้ายกัน ดังที่ได้เห็นข่าวกันมากมายในสังคมปัจจุบัน

คนจะอยู่ผาสุก เป็นโสดได้อย่างยั่งยืน ต้องห่างจากธรรมของอสัตบุรษ ถึงแม้เขาจะเป็นนักเขียน นักพูด เกจิดัง หรือครูบาอาจารย์ที่มีชื่อ แต่อ่านหรือฟังแล้วน้อมใจไปในทางให้ยินดีในการมีคู่ ให้หมกมุ่นในการหาคู่ อันนี้ไม่ใช่ทางแล้ว คนจะมีคู่เราไม่บอกอะไร เดี๋ยวเขาก็ไปมีของเขาอยู่ดี ไม่ต้องไปชี้โพรงให้กระรอก ต้องไปทำแบบนั้น ต้องไปตรวจสอบแบบนี้ เพื่อไปมีคู่หรอก เพราะสุดท้ายจะพยายามคัดกรองยังไง ไปมีความรักมันก็คือการพาไปทุกข์อยู่ดีนั่นแหละ

พระพุทธเจ้าตรัสว่ามิจฉาทิฏฐิไม่เปิดเผย ไม่เผยแพร่จึงจะเจริญ เรื่องพาหาคู่นี่จริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องพาพ้นทุกข์ มันเป็นเรื่องพาเพิ่มทุกข์ คนไปศึกษาเขาก็เกิดความอยากมีคู่ มันก็เป็นบาปทั้งตนเองและผู้อื่น มันก็พากันทุกข์

เราจะสามารถสังเกตได้จากหลัก 3 ข้อ คือ 1.ละเว้นจากอธรรมนั้น 2.ไม่ชักชวนคนให้สนใจในอธรรมนั้น 3.กล่าวสรรเสริญคุณของการเว้นจากอธรรมนั้น

1.เราจะประพฤติตนเป็นโสดเนี่ย เราก็ต้องดูก่อนว่าคนที่เราศึกษาเรียนรู้อยู่ เขาเป็นโสดหรือเปล่า อันนี้ประเด็นแรกชัด ๆ เลย ถ้าเขาไม่ได้เป็นโสด เขาจะมาสอนธรรมหมวดนี้ไม่ได้หรอก สอนไปก็เพี้ยน มันจะเบี้ยว ๆ ไปตามความเห็นของเขา เพราะเขายังยินดีในการมีคู่อยู่ ทิศมันก็จะไปทางมีคู่ เช่น มีคู่ไม่ทุกข์ มีคู่ไม่ผิด เป้ามันจะไม่ชัด เขาจะพาเราประพฤติตนเป็นโสดไม่ได้

2. เราก็ดูว่าคนที่เราศึกษาอยู่นี่เขาชักชวนคนไปทางไหน ไปเป็นโสดหรือไปมีคู่ คนที่เขาชวนไปเป็นโสด เขาก็จะชวนอยู่นั่นแหละ จะไม่วกไปวนมา ทิศมันจะชัด ถ้ามันไม่ชัว มันมัว ๆ มันก็มัวไปตามจิตของเขา ถ้าตามภาษาใคร ๆ ก็ต้องพูดว่าอย่าไปมีคู่เลย แต่ต้องดูกันไปยาว ๆ ดังเช่นว่าตอนคนอื่นจะไปแต่งงาน ตอนลูกศิษย์จะไปแต่งงาน เขามีความเห็นยังไง เขาชักชวนให้เป็นโสดได้ไหม หรือไปยินดีที่เขาไปแต่งงาน ต้องดูกันตอนมีเหตุการณ์จริงกระทบ เพราะบางทีการแสดงธรรมมันก็เป็นแค่แนวคิด ที่จำ ๆ มา การชักชวนคนอื่นให้เป็นโสดที่แท้จริง ตัวเองก็ต้องช้กชวนตัวเองให้เป็นโสดด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าสอนแล้วทำเองไม่ได้

3. เขาจะฉลาดในการพูดคุณประโยชน์ของการอยู่เป็นโสด โทษของการไปมีคู่ ปัญญาคือผลของการปฏฺิบัติได้ การแสดงธรรมอย่างแกล้วกล้าอาจหาญทานกระแสโลกเป็นผลของคนที่ข้ามพ้นกิเลสได้ มันจะขัดกับโลกอย่างชัดเจน โลกนี่เขาพากันไปมีคู่ ยินดีในการมีคู่ แต่ศาสนาพุทธไม่ยินดี พอคนขยับขึ้นมาเป็นฐานศีล 8 จะพัฒนาสู่การพรากจากคู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงระดับที่สูงกว่านั้น แม้โดยฐานต่ำสุดของพุทธยังอนุโลมให้มีคู่ผัวเดียวเมียเดียว แต่ก็ใช่ว่าสาวกที่ตั้งใจปฏฺิบัติจะหยุดแช่อยู่ที่ผัวเดียวเมียเดียว ผู้ปฏิบัติตนสู่ความไม่เสื่อมจะเพิ่มระดับการพรากไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็จะไม่มีสักผัวสักเมียนั่นแหละ

คนไม่พ้นเขาพูดไม่ชัดหรอก ให้เขาเปรียบเทียบประโยชน์ของการอยู่เป็นโสดกับมีคู่ เขาจะไม่ชัด ฟันไม่ขาด มันจะเหมือนดีเหมือนกัน อันนี้มันก็มัว ๆ ไม่แจ่มแจ้ง คิดเอาเดาเอาตามกิเลสมันก็เหมือนกันสิ แต่เหมือนกันแล้วเขาเลือกเป็นโสดไหมล่ะ ดูไปเถอะ ส่วนมากเขาว่าทุกข์เหมือนกันแต่เขาก็ไม่เลือกอยู่เป็นโสดกันหรอก อันนี้คือความจริง พูดก็อย่างหนึ่ง ทำก็อย่างหนึ่ง ก็ต้องดูกันไป

คนที่ไปศรัทธา ไปคบหา ไปศึกษากับคนที่เขาไม่ได้มีธาตุที่จะดำรงความโสดได้อย่างยั่งยืน เขาจะตั้งตนอยู่บนความโสดได้ไม่นาน มันไม่มีธาตุที่จะเอาชนะกิเลส มันมีแต่ธาตุที่แพ้กิเลสมารวมกัน ยิ่งรวมกันมากเท่าไหร่ มันจะยิ่งเพิ่มโอกาสในการแพ้มากเท่านั้น ดีไม่ดีก็หาผัวหาเมียกันในที่ปฏิบัติธรรมนั่นแหละ อันนั้นคือมันไม่มีแรงต้าน

โดยหลักแล้ว จะพ้นทุกข์มันต้องมีแรงของผู้รู้มาต้านจากกิเลสบ้าง ถ้าเราศรัทธาครูบาอาจารย์ มันจะรู้สึกผิดในใจอยู่ แต่สู้ได้ไม่ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไปอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีธาตุพาโสด มีแต่ธาตุหมกมุ่นในคู่ครอง ไม่ต้องห่วง พอคิดจะมีคู่ จะมีได้ไวเหมือนขับรถบนทางด่วนชานเมืองตอนเช้ามืดที่ไม่ต้องจ่ายเงินผ่านด่าน มันจะไม่มีแรงต้าน ไม่มีหิริ ไม่มีความยับยั้งชั่งใจเลย อย่างเก่งมันจะมีแค่ตรวจสอบเพื่อเสพ ว่าใช่อย่างที่ใจฉันใคร่อยากไหม แต่มันจะไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เพราะไม่มีศีลเป็นตัวกำหนด

ผมเห็นมาหลายคนแล้ว ที่ดูเหมือนจะท่าดี แต่สุดท้ายก็ไปมีคู่แบบเละเทะผิดกับภาพที่เคยสร้างไว้ เราก็รู้ อ่อ กิเลสมันเก็บกด พอมันได้เสพปุ๊ปมันก็ระเริงกามกันเลย

แล้วเขาจะไม่อาย ไม่สำรวมด้วยนะ เพราะเขาไม่มีหิริ สำนักหรือกลุ่มของเขาไม่มีสอน ถ้าอยู่ในสำนักที่ถูกต้องหรือปฏิบัติเข้ม ๆ ไม่มีหรอก มาอวดคู่น่ะ เขาจะอาย เพราะเขามีหิริ คือความละอายต่อบาป

อันนี้ก็ยกมาเตือนกันไว้ ตามที่พระุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “พึงห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ” เพราะถ้ามาปฏิบัติธรรมแล้วยังไม่เลิกคบคนพาล ไม่เลิกคบอสัตบุรุษ (ผู้ไม่รู้ธรรมแท้จริง) ไม่มีวันพ้นทุกข์หรอก

ก็บอกไว้สำหรับคนที่ฐานถึง ที่พอจะประพฤติตนเป็นโสดได้ มีองค์ประกอบที่จะทำได้ คุณไม่ต้องลงไปเล่นอย่างเขาอีก ให้น้อง ๆ ที่เขาเพิ่งมาปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ เล่นไป เราเห็นทุกข์แล้ว เราจะไปวนเวียนจมกับทุกข์อยู่ทำไม เราก็อยู่เป็นโสดไหว เราก็อยู่ไปสิ คนเรานั้นต่างกัน แต่ให้ทำตามทิศทางที่ปฏิบัติแล้วผาสุกกว่า ไอ้แบบที่เขาทำแล้วไม่สุข หรือสุข ๆ ทุกข์ ๆ นี่อย่าไปเอา อย่าไปตามมวลส่วนใหญ่ เพราะส่วนใหญ่เขาไม่ทำแบบนี้ อันนี้ส่วนน้อยแล้ว ต้องสำรวมระวังกันไว้ให้ดี

ที่ได้มาอ่าน ๆ กัน มาพบเจอกันนี่จริง ๆ ส่วนใหญ่ผมว่า น่าจะพอมีกำลังในการประพฤติเป็นโสดทั้งนั้นแหละ ได้มากได้น้อยก็แล้วแต่ความพากเพียร ก็ขึ้นอยู่กับจะก้าวขึ้นหรือจะก้าวลง ชีวิตมันก็มีแค่นี้

สละสิ่งของกับสละคู่ มันก็คล้าย ๆ กันนั่นแหละ

January 3, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 46 views 0

ทาน หรือการให้ การสละออก นี่มันมีลำดับของมันนะ มันต้องเริ่มจากของที่สละง่ายก่อน ของที่ยึดน้อย ๆ ไปเป็นลำดับ ต้องหัดพราก หัดสละจากของที่รักน้อย ๆ ก่อน เช่นทรัพย์สินเงินทองต่าง ๆ

อันนี้ถ้าเกิดและโตในเมืองไทย ถือว่าต้นทุนดี เพราะเมืองไทยยังมีการ “ทาน” ให้เห็นอยู่เป็นประจำ แม้แก่นศาสนาจะแทบไม่เหลือแล้ว แต่รูปรอยของการทำดียังคงอยู่ให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ดีในปัจจุบัน

เราก็ต้องเริ่มจากการสละไปทีละเรื่อง แต่ละเรื่องจากมีความยากง่ายไม่เท่ากัน แต่ละคนก็ต่างกันไปอีก อยู่ที่ใครจะยึดอะไรไว้

เบื้องต้นก็เป็นสิ่งของนอกกาย ที่เรามีสิทธิ์ครอบครอง เราก็สละให้คนอื่นได้ใช้ประโยชน์ ไม่หวงไม่ยึดไว้ สุดท้ายแม้แต่คนที่เรารัก ก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่นอกกาย ก็สามารถสละเป็นทานได้เช่นกัน

ทานบารมีที่สูงที่สุดในโลก พระพุทธเจ้าได้ทำไว้ในชาติของพระเวสสันดร คือให้ลูกเป็นทาน ให้ภรรยาเป็นทาน คนที่จะเข้าใจในทานระดับนี้ต้องเรียนรู้ทานในระดับต้น ๆ ก่อน ถึงจะพอเห็นภาพว่ามันยาก มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ของจิตมนุษย์ที่สามารถสละได้แม้สิ่งที่ตนรักที่สุด

แต่ตอนนี้เราจะทำง่ายกว่า เพราะเรามีคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นแกนแล้ว เรียกว่ามีแผนที่ มีบทสรุป มี how to ให้สละสิ่งเหล่านี้กันได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องบำเพ็ญเท่าท่าน เพราะท่านทำมาหมดแล้ว แล้วสรุปมาสอนให้เราได้เรียนรู้

สิ่งของกับคู่ครอง มันจะต่างกันตรงน้ำหนักที่ยึดไว้ แต่รูปแบบการปฏฺิบัติคือ “ทาน” เหมือนกัน บางคนให้เขาสละเวลา สละเงินหาของใส่บาตรทุกเช้า เขาก็ทำได้ แต่ให้เขาสละคู่ครอง สละสิทธิ์ในการมีคู่อย่างเต็มใจ อันนี้น้อยคนที่น่าจะทำได้

ทานยิ่งสละมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีบารมีและเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นมากเท่านั้น ลดตัวตนได้มากเท่านั้น โดยเนื้อแก่นของทานแล้ว ไม่ใช่มูลค่าของวัตถุสิ่งเขา แต่เป็นจิตที่ยึดผูกพันคน สัตว์ สิ่งของเหล่านั้นไว้ เราก็ใช้องค์ประกอบของทานหรือการสละออกนี่แหละ เป็นอุบายในการพรากจากของที่เรารัก

ถ้ามันยึด มันจะยื้อ มันจะไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมให้เขา เรื่องคู่นี่มันสละกันยาก มันก็ต้องเริ่มจากทานสิ่งที่พอจะสละได้กันก่อน หัดแบบง่าย ๆ กันก่อน แล้วสั่งสมบารมีมาเรื่อย ๆ มันจะมีกำลังพอที่จะสละสิ่งที่รักมาก ๆ ไหว

มันต้องเป็นไปตามลำดับของมัน ง่าย กลาง ยาก ต้องฝึกฝนไปตามลำดับ ไม่ลัดขั้นตอน ถ้าลัดมาก กิเลสมันจะบีบคอให้กลับไปเสพ ต้องล้างความยึดไปตามลำดับ

…ส่วนสละโสดนั้นไม่เรียกว่าสละ ไม่เรียกว่าทาน เพราะเป็นการเอามาเพิ่ม ปัญหาไม่ลด ปัญญาไม่เพิ่ม เป็นภาษาเฉย ๆ พิมพ์ไว้กันคนแซว

วิธีรับมือคนมาจีบแบบบัณฑิต

January 2, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 28 views 0

พระพุทธเจ้าตรัสว่า บัณฑิตคือผู้ที่ประพฤติตนเป็นโสด แล้วจะทำอย่างไร? เมื่อเราตั้งใจอยู่เป็นโสด แล้วมีคนมาจีบ

คนที่เขามาจีบเราในตอนที่เราปฏิบัติธรรมอยู่ ก็ไม่ต้องไปชังเขานะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องไปชอบเขากลับ เราก็ทำหน้าที่ของเราคือตั้งตนอยู่ในคุณอันสมควร คือตั้งใจเป็นโสดแม้เขาจะมาจีบ มาชอบ หรือกระทั่งมาอ่อยเหยื่อก็ตาม

ก็ให้ตั้งจิตเราให้ถูก ให้ตั้งใจไว้ว่าหน้าที่ของเราคือความเกื้อกูล ไม่ทำให้เขาเป็นทุกข์ ไม่พาให้เขาหลง เท่าที่ปัญญาของเราพอจะทำได้

ที่เขามาชอบเรา มันมีหลายเหตุ อันนี้ไม่ต้องไปเดาให้เมื่อยหัว เสียเวลาเปล่า ๆ เอาเป็นว่าที่เขามาชอบเนี่ย มันจะทำให้เขาเป็นทุกข์แน่ ๆ เพราะเขาจะไม่มีวันสมหวัง

เพราะเราจะไม่ทำอย่างคนอื่นเขา เราจะไม่ล่อลวง ไม่เกี้ยวพาราสี ไม่ทำทีเล่นทีจริง ทิศของเราชัดเจนคือเราจะพากันไปพ้นความหลง พ้นจากความทุกข์ เรารู้ดีอยู่ว่าการไปมีคู่คือทางไปทุกข์ ดังนั้นการไม่รับรักเขา นั่นคือความเกื้อกูลที่เราพึงกระทำได้

เวลาคนเขาตอบรับรักกัน ส่วนใหญ่เขาก็ดีใจกันมากมายนั่นแหละ เพราะเขาเห็นของไม่ดีเป็นของดี เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เขาก็เลยหลงดีใจกับสิ่งที่จะพาให้เป็นทุกข์

พอคบกันไปแล้วทุกข์มันจะเริ่มเกิดขึ้นเรื่อย ๆ จากความคาดหวัง ความเอาแต่ใจ ความพร่องของเหตุการณ์ต่าง ๆ การอยู่เป็นคู่นั้นมีแต่ทุกข์ ทุกจังหวะชีวิต ไปไล่ตรวจสอบดูเถอะ ถ้าเหตุปัจจัยมันเปลี่ยนหรืออะไร ๆ ไม่ได้ดั่งใจ ความทุกข์จะเกิดขึ้นไหม แค่จินตนาการก็เห็นแต่ทุกข์ทั้งนั้น ของจริงก็ไม่เหลือหรอก เพราะทุกข์จริงและออกยากด้วย

ทีนี้เราเห็นทุกข์ขนาดนี้ เราก็จะไม่พาเขาไปทางนั้น เขาอาจจะผิดหวังที่เราไม่รับรัก แต่เขาจะไม่ทุกข์ไปมากกว่านั้น แล้ววันหนึ่งที่เขาสั่งสมประสบการณ์ของทุกข์จากความรักมากพอ เขาจะรู้ว่า การที่เราไม่ไปคบกับเขานั่นแหละ คือการเกื้อกูลกัน คือน้ำใจที่มีให้กัน คือการหวังให้เกิดแต่ประโยชน์ในชีวิตของกันและกัน

ก็อาจจะมีที่คนเขาคิดไปว่า ถ้าคบหากับคนดีที่ปฏิบัติธรรมก็คงจะดีสิ ไม่ทำร้ายเรา แต่ในความจริงมันจะทุกข์ไปอีกแบบ การคบหากันในโลกส่วนใหญ่จะอยู่ในมิติของกาม แต่ถ้ามาคบหาคนที่ปฏิบัติธรรม จะต้องเผชิญกับมิติของอัตตา

ไม่ใช่แค่อัตตาของคู่หรอกนะ แต่เป็นอัตตาของเราด้วย เพราะบางทีฐานมันไม่เสมอกัน เช่น คู่เขาฐานศีล ๘ ขึ้นไปแล้ว เขาไม่สัมผัส ไม่มองตา ไม่คุยด้วย ไม่สมสู่ ไม่เหลืออะไรให้เสพแล้ว ทีนี้ถ้าเราฐานไม่ถึงมันจะทรมานจากความอยาก มันอยากได้ความรักแบบโลกีย์ แต่เขาไม่มีให้ มันจะทุกข์เพราะความอยากมันบีบคั้น มันก็จะทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง

ทีนี้การจะช่วยเขาจากการหลงรักเรานี่เป็นความยากอีกระดับ เพราะมันจะมีองค์ประกอบที่มากั้นเยอะ 1.เขาหลงเรา 2.มีวิบากกรรมที่เคยทำชั่วมา 3.ปัญญาของเรา

1.ถ้าเขาหลงเรานี่มันจะพูดกันเข้าใจยาก เหมือนตัวเราอยู่ตรงนี้ แล้วเขาไปมองตรงอื่น ก็จะสื่อสารกันยาก เพราะสาระของเราคือธรรมะ ไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนั้นมันจะพาไปสู่ทิศทางที่ถูกได้ยาก

2.วิบากกรรม เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจและทำใจยอมรับ บางทีมันเกิดจากเราทำชั่วมามาก พอเวลาจะพูดดีทำดี มันจะไปไม่ออก ไม่เข้าท่าขึ้นมาเฉย ๆ หรือถ้าฝั่งเขา เขาก็อาจจะทำไม่ดีมามาก วิบากบาปมันเลยกั้นไว้

3.ปัญญาของเรา อันนี้เป็นสิ่งที่พอจะพัฒนาได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่สะสมข้ามภพข้ามชาติ สุดท้ายก็ต้องใช้ตัวนี้แหละช่วยเขา เราต้องเก่งขึ้นเพื่อช่วยเขา แต่ก็ให้วางใจว่าขนาดพระพุทธเจ้าที่มีปัญญาสูงสุดในโลก ก็ยังไม่สามารถทำให้นางพิมพาบรรลุธรรมได้ทันที จะต้องหน่วงไปอีกสักพัก แม้นางพิมพาจะมีภูมิเก่าถึงขั้นอรหันต์ แต่มันจะฝ่าวิบากกรรมตามข้อ 2 ไม่ได้ง่าย ๆ ดังนั้นปัญญาตัวจบคือปัญญาปล่อยวาง คือช่วยเต็มที่แล้วปล่อยวางให้ได้ ให้รู้ว่าจังหวะไหนควรใช้ จังหวะไหนควรวาง

สรุป… การที่เราไปหลงตามเขาคืองานหลักของเรา ส่วนงานช่วยเขาเป็นงานรอง ถ้ามีกำลังถึงจะทำไปพร้อม ๆ กันก็ได้ แต่ถ้ากำลังจิตไม่ถึง มันหวั่นไหว ก็ให้เน้นไปที่งานตัวเองก่อนเป็นหลัก เพราะถ้าเราพ้นทุกข์ได้ เราจะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้ แต่ถ้าเรายังเป็นทุกข์ ยังหวั่นไหวกับเขาอยู่ เราจะช่วยเขาไม่ได้เลย ดีไม่ดีจะลากเขาลงนรกไปกับเราด้วยอีกต่างหาก