คู่มือคนโสด

โสดถ่วงโลก ไม่ให้จมดิ่งไปมากกว่านี้

May 16, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 64 views 0

โดยวิถีของโลกนี้ก็มีอยู่บล็อกเดียวอยู่แล้ว คือใช้ชีวิตตามอยาก หาคู่บำเรอกิเลส แล้วก็สร้างครอบครัวครอบตัวครอบใจกันไป มีลูกมีหลาน นอนบนกองทรัพย์ที่ลูกหลานหามา แล้วก็ตายกันไป

เป็นสูตรสำเร็จที่คนเอาไว้ใช้ป้องกันสิ่งที่ตนเองกลัว กลัวไม่มีคนรัก กลัวไม่มีทรัพย์ กลัวลำบาก กลัวป่วยแล้วไม่มีคนดูแล กลัวตายแล้วไม่มีคนเผา กลัวไม่มีคนทำบุญส่งไปให้ สารพัดความกลัวที่จะทำให้คนแสวงหาสิ่งใด ๆ มาแปะ มาเติมเต็มให้รู้สึกอุ่นใจ

ทีนี้โมเดลใช้ชีวิตอยู่คนโสดนี่มันก็มีอยู่ในสังคมเหมือนกัน คือโสดเพื่อที่จะเสพอีกอย่าง โสดไม่ผูกมัด โสดไม่เอาภาระเป็นต้น คือเอาแต่ใจตนเองสุด ๆ นั่นแหละ อันนี้มันก็จะคงสภาพได้ช่วงหนึ่ง แต่เดี๋ยวกิเลสมันก็แส้เฆี่ยนให้วิ่งไปหาคู่อยู่ดี แม้จะหาไม่ได้ แต่ใจก็ยังถวิลหา ระลึกถึง ฝันถึง ฝังใจ ฯลฯ

ทั้งมีคู่และโสดที่เต็มไปด้วยความอยากเหล่านั้น ต่างก็อยู่ฝั่งเดียวกันคือฝั่งโลก หรือโลกียะ ความเป็นโลกคือวนเวียนอยู่กับโสดหรือมีคู่ เปลี่ยนสถานะไป แต่ไม่พ้นความอยาก

ทีนี้อีกฝั่งหนึ่งคือฝั่งโลกุตระ ซึ่งมีน้อยมาก น้อยอย่างเทียบกันไม่ได้เลย แต่ก็จำเป็นต้องอยู่ แสดงตน แสดงธรรม เพื่อถ่วงโลกไว้ ไม่ให้ไหลลงมากกว่านี้ ไม่ให้มืดบอดไปมากกว่านี้

ถ้าไม่มีธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัส คนนี่มืดบอดเลยนะ ชีวิตจะเป็นไปได้ไม่กี่ทาง เช่น หาคู่ มีครอบครัว หรือไม่ก็โสดแบบอัตตาจัด ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความอยาก

การมีธรรมะแสดงอยู่ ทำให้คนที่เขาทุกข์ เขาอยากหลุดพ้นจากทุกข์สามารถที่จะมีทางออกทาง ออกจากโลก มันก็มีแค่มาฝั่งโลกุตระเท่านั้นถึงจะพ้น เพราะความเป็นโลกคือความวน หลงเสพหลงสุขสารพัดลีลา ซึ่งจะทำพาทุกข์มาให้อย่างไม่มีวันจบสิ้น

การที่ผมพิมพ์บทความเรื่องโสดบ่อย ๆ นี่คือการถ่วงโลกไว้ เพราะเรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนทำจริง ๆ ครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่ได้มีเวลามาขยาย แต่ก็ได้ให้แนวทางไว้ แต่คนที่จะมาแสดงตัวตนให้ชัด ๆ น่ะมีน้อย คนที่จะมาเปิดเผยอย่างจริงจังก็มีน้อย ดีไม่ดีมีพวกผีแอบปลอมปนเข้ามาอีก

การพิมพ์ไปแต่ละบทความ คนที่มีปัญญาเขาจะได้ประโยชน์ทุกครั้ง แม้ทีละน้อยก็จะได้ประโยชน์ เพิ่มภูมิธรรม เพิ่มความรู้ แม้รู้อยู่แล้วก็ได้รู้เหลี่ยมรู้มุมเพิ่ม ส่วนคนที่ไม่มีปัญญาก็ตรงข้ามนั่นแหละ เหมือนน้ำเต็มแก้ว ที่สำคัญเป็นน้ำเน่าด้วย เพราะไม่รู้จักว่าอะไรดีอะไรไม่ดี อะไรควรอะไรไม่ควร ซึ่งจะก็มักทำสิ่งที่ไม่ดีไม่ควรลงไป

การบำเพ็ญทำดีก็ไม่มีอะไรมากกว่าการคิดดีซ้ำซาก การทำดีซ้ำซาก การพูดธรรมซ้ำซาก คือซ้ำ ๆ ทวน ๆ ไปอยู่แบบนั้น ซ้ำคือซ้ำ ย้ำในความดี ทวนคือทวนกระแสโลก

ถ้าได้ตามนี้ถือว่าเยี่ยม เชื่อไหม คนไม่มีภูมิธรรม ไม่ได้ปฏิบัติธรรมถึงผล ไม่มีมรรคผล เขาทำย้ำซ้ำทวนไม่ได้หรอก เพราะเขาจะไม่มีจิตยินดีในธรรม เขาจะเบื่อไปตามโลกีย์วิสัย คนที่มีญาณปัญญาจะมีความร่าเริ่งในธรรม ยินดีในธรรม เขาจะย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ อยู่ในธรรมนั้นได้อยากผาสุก เบิกบาน แจ่มใส ก็เว้นเสียแต่ง่วงนอนมาก ๆ นั่นแหละ

ย้ำด้วยการทวนกระแสโลก อันนี้คือความจริง คนไม่มีธรรมจะไม่แกล้วกล้าอาจหาญ จะไม่กล้าท้า ไม่กล้าทวนกระแสโลก แสดงธรรมกระมิดกระเมี้ยน ไม่กล้าหาญ ไม่เปิดเผย มีแต่ภาพกว้าง ๆ แนวคิดกว้าง ๆ เป็นคอนเซ็ปต์ทั่ว ๆ ไปที่ใครก็รู้ได้ ไม่กล้าลงลึกในสภาวธรรม ไม่กล้าแจงแจงรายละเอียด เพราะตัวเองไม่พ้น มันก็จะเหนียม ๆ เก้อ ๆ อยู่แบบนั้น โดยเฉพาะตัวเองไม่มี มันก็ทวนไม่ได้ เขาก็ไม่กล้าแสดงตัวออกมาหรอก

สรุปคือเขาจะไม่มาทำงานพวกนี้หรอก ครูบาอาจารย์ที่ผมศรัทธาท่านพูดเรื่องเดิมมาหลายสิบปีแล้วก็ยังพูดเรื่องเดิมอยู่ ผ่อนน้ำหนักกว่าเก่าด้วย คือสมัยแรกท่านก็เข้มเชียว แต่มาตอนนี้น้ำหนักก็เบาลงแต่สวยงามมากขึ้น ศิลปะก็เปลี่ยนไปตามภูมิตามการประมาณของท่าน แต่หลักสำคัญคือเนื้อหาเก่า พูดเรื่องเก่า เรื่องเดิม

คือเรื่องที่สืบต่อมาตั้งแต่หลายต่อหลายชาติ ก็พูดเรื่องเดิมตั้งแต่ชาติที่แล้ว ยันชาตินี้ และคิดว่าชาติหน้าท่านก็คงจะพูดต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่สุดในโลก

คนมีปัญญาจะรู้ว่าพูดเรื่องการลดกิเลสเรื่องการไม่เบียดเบียนนี่มีประโยชน์ที่สุดในโลก ควรพูด ควรย้ำมากที่สุดในโลก เพราะไม่มีอะไรดีเท่ากับพูดหรือแสดงธรรมเรื่องเหล่านี้อีกแล้ว

มีคู่ดี สุขกว่าเป็นโสด จริงไหม?

May 15, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 53 views 0

เห็นความเห็นนี้ในพวกเว็บบอร์ด ก็นำมาวิจารณ์กันหน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่ตั้งใจที่จะออกจากนรกคนคู่

คนที่เขาหลงเขาก็ว่ามีคู่เป็นสุขกันหมดนั่นแหละ ยิ่งคู่ดียิ่งเป็นสุขกว่าโสด นั่นเขาฟันธงอย่างนั้น เชื่ออย่างนั้นหมดใจเลย

ก็เหมือนกับเด็กที่อยากได้ของเล่น อยากได้ของเล่นแพง ๆ พอได้มาเขาก็จะเป็นสุขใช่ไหม? ลองนึก ๆ ดูตัวเราในอดีตก็น่าจะตอบว่าใช่ ได้ของเล่นมันก็เป็นสุข

แต่ถ้าลองคิดดูว่าผู้ใหญ่ได้ของเล่นแบบนั้นมันจะสุขไหม ได้ของเล่นดีมากเลยนะ ดีมากแพงมาก หายากมาก มันจะสุขไหม ตุ๊กตาแพง ๆ ได้มา มันจะสุขไหม … เอามาทำไม ไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นสุขหรอก ส่วนใหญ่ก็น่าจะเข้าใจได้แบบนี้ ยกเว้นพวกติดของเล่นไม่เลิก

เรื่องคู่ก็เหมือนกัน คนที่เขาโตแล้ว มีปัญญาแล้ว เขาก็ไม่ไปเป็นสุขกับของที่มันไม่สามารถสร้างสุขได้จริงหรอก เวลาคนหลงอะไรมันก็เป็นสุขกับสิ่งนั้น เหมือนเด็กเล่นของเล่น เขาหลง เขาชอบ เขาก็สุข คู่ก็เหมือนกัน คนหลง คนชอบ แม้ได้คู่ไม่ดีมาเขาก็เป็นสุข ไม่ต้องไปพูดถึงคู่ดีเลย ทุกวันนี้คู่ร้าย ๆ เขาก็ยังยินดีคบหากัน ใช่ว่าร้ายแล้วเขาจะเลิกกันซะที่ไหน

ถ้ามีใครมาถามมีคู่ดี สุขกว่าเป็นโสด จริงไหม? มันก็ตอบได้ทั้งสองมุมนั่น มุมโลกีย์ หรือมุมที่ยังหลงสุข ยังโง่อยู่ เขาก็เป็นสุขของเขาแบบนั้น

แต่ถ้าตอบมุมโลกุตระ ก็ตอบได้ง่าย ๆ คือ ไม่จริง เพราะบัณฑิต(ผู้ปฏิบัติสู่การพ้นทุกข์) เขาประพฤติตนเป็นโสดกัน ไม่แส่หา ไม่ป้อล้อ ไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับคนอื่นโดยเฉพาะเรื่องชู้สาว ไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยนให้มันปวดหัวหรอก เพราะมันเป็นทุกข์ยังไงล่ะ ส่วนสุขน่ะหรอ ไม่มีจริงอยู่แล้ว ไอ้ที่เขาสุข ๆ นั่นกิเลสเขายึดเขาปั้นเขาเสพของเขาเอง แล้วเขาก็หลงของเขานั่นแหละ

ผมเห็นเขาไปถามในเว็บบอร์ด ว่าโสดหรือมีคู่สุขกว่ากัน ดูแล้วก็เห็นใจ เพราะส่วนใหญ่ก็เรียกว่า ชุ่มไปด้วยกามกันทั้งนั้น สุดท้ายถ้าไม่มีของเก่าจริง ๆ ก็จะโดนโน้มน้าวไปทางโลกีย์วิสัย คือไปหาสิ่งที่โลกเข้าใจว่าดีมาเสพ

ใครจะลองศึกษาเทียบดูก็ได้ ให้มาเปรียบเทียบกันเลย เอาสิ่งที่ว่าสุขมาจดไว้ทุกวัน เล่าความสุขของการมีคู่ดีให้ได้ทุกวันนะ เอาแค่ความสุขนะ ยังไม่ต้องเขียนทุกข์ เดี๋ยวกระดาษจะไม่พอ

เอาให้ได้ทุกวันนะ เพราะผมเป็นโสดนี่เป็นสุขทุกวัน เพราะไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องหวัง ไม่ต้องระวัง กังวล ระแวง หวั่นไหวเพราะมีคู่ยังไงล่ะ สรุปมันสุขเพราะไม่ต้องมีคู่นี่แหละ

จะได้ศึกษากันไปชัด ๆ ว่าตกลงว่ามีคู่ดีมันสุขกว่าที่เข้าใจจริงไหม

ยอดนักรบ (ในเรื่องความรัก)

March 12, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 88 views 0

บทความก่อนหน้านี้ [กรณีศึกษา สารภาพบาป (เรื่องความรัก)] ได้ยกว่าคนที่พลาดไปหลงรักแล้วรอดมาได้ก็เหมือนนักรบที่เอาตัวรอดมาได้ แต่ก็มีบาดแผลหนัก

การแพ้มันก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าจะชนะกิเลสกันจริง ๆ มันก็ชนะกันได้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ นอกนั้นที่ว่าชนะโดยลำดับ ก็เหมือนกับหลบดาบของกิเลสได้บ้าง ฟันสวนกลับไปได้บ้าง แต่กิเลสก็ยังไม่ตาย

โดยปกติแล้ว เราจะต้องเริ่มจากโดนกิเลสยำ แล้วก็ฮึดสู้ขึ้นมาเรื่อย ๆ ไปฝึกวิชากับครูบาอาจารย์บ้าง เรียกเพื่อนมาช่วยบ้าง เราก็จะเริ่มต่อกรกับกิเลสได้มากขึ้นโดยลำดับ หลบหลีกได้ สวนกลับได้

แต่สภาพที่จะเอาชนะได้จริง ๆ นั้น ก็คือชนะแบบสะอาดหมดจดไร้บาดแผล (ใหม่) กิเลสลุกขึ้นมาได้ก็แทงซ้ำ แทงซ้ำ แทงซ้ำ จนมันพอนั่นแหละ

ถ้าจะเปรียบให้เป็นภาคปฏิบัติคือ เถียงไม่มีวันแพ้กิเลสในเรื่องความรัก (เป็นเรื่อง ๆ ตามที่ตนเองปฏิบัติได้) เอามารมาล่อลวงให้หลงรักมากขนาดไหน ตัวใหญ่แค่ไหน คือเอาคนมาหว่านล้อมขนาดไหน พูดจาน่าเชื่อถือแค่ไหน ก็เถียงไม่แพ้

ถ้าปัญญาเต็มรอบจะเถียงไม่มีแพ้ กิเลสจะงัดไม้ไหนมา ก็เถียงชนะกิเลสได้หมด รับได้ ตอบโต้กลับได้ แถมยังอัดกลับไปแรงกว่ากิเลสได้เลย เพราะธรรมะนี่ถ้าเต็มรอบก็ชนะแน่ ๆ อยู่แล้ว เถียงยังไงก็ชนะ (เฉพาะกิเลสตัวเองนะ กิเลสคนอื่นไปเถียงเขาไม่ชนะหรอก)

เหมือนกับประโยคของพระพุทธเจ้าที่ว่า “มาร เรารู้จักเธอแล้ว” มารได้ยินดังนั้นก็หายไปเลย มารก็คือกิเลสนั่นแหละ ความเห็นผิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกก็เช่นกัน

ถ้าเจอสัตบุรุษที่รู้แจ้งธรรมในหมวดนั้น ๆ ไปศึกษาเรียนรู้ฝึกฝนตาม ก็จะได้วิชา ได้วิทยายุทธ ที่เป็นเหตุให้รบชนะ (ถ้าหลงไปศึกษาจากคนไม่รู้จริง จะรบไม่มีวันชนะ)

การตั้งจิตเป็นโสด เกิดมาชาติใดก็ขออย่าได้มีคู่ครองอีกเลย ทำได้จริงไหม? ทำอย่างไร?

March 10, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 141 views 1

การตั้งจิตเป็นโสด เกิดมาชาติใดก็ขออย่าได้มีคู่ครองอีกเลย ทำได้จริงไหม? ทำอย่างไร?

มีคำถามเข้ามาว่า “ตั้งอธิฐาน​จิตอย่างไรให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นโสดหมดพันธะเรื่องคู่ครอง” ก็จะตอบกันไปตามที่รู้ ซึ่งการตั้งจิตเป็นโสดนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำได้ เข้าถึงผลได้ คือทำจิตให้เป็นโสดได้ แต่จะข้ามภพข้ามชาติหรือไม่อย่างไรก็ลองอ่านกันต่อดู

การตั้งจิตเป็นโสด

ใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า และ “ผู้ที่ประพฤติตนเป็นโสด คนเขาก็รู้กันว่าเป็นบัณฑิต” ก็เป็นคำยืนยันในทิศทางปฏิบัติที่เจริญ ดังนั้น การตั้งจิตตั้งใจว่าจะอยู่เป็นโสด ก็ถือเป็นความเจริญทางหนึ่งที่ผู้ศรัทธาพึงปฏิบัติ การตั้งจิตเป็นโสดนั้น คือการตั้งใจไว้ว่าตนเองจะประพฤติกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในธรรมที่พาให้เป็นโสด ไม่ส่งเสริมในสิ่งใด ๆ ที่จะพาให้มีคู่ ดังนั้น คนที่ตั้งจิตเป็นโสดจะต้องคอยตรวจสอบกายวาจาใจของตนว่ากิจกรรมเหล่านั้น เป็นไปเพื่อส่งเสริมความเป็นโสด หรือเพิ่มความหลงมัวเมาในความเป็นคู่

การจะอยู่เป็นโสดได้นั้น จำเป็นต้องมีตัวอย่างที่ดี มีคำสอนที่เป็นหลักชัย เพราะตัวอย่างที่ดีจะเป็นกำลังใจและคำสอนที่ดีจะเป็นปัญญาพาให้ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติ ฝ่าฟันผ่านการหลอกหลอนของกิเลสได้

เมื่อคนตั้งใจจะเป็นโสด ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นโสดได้อย่างที่ใจตั้งไว้ จะมีมารเข้ามาเพื่อทำให้ใจนั้นล้มเลิก ล้มเหลว มารนั้นคือกิเลสของเราเอง แต่จะผ่านเข้ามาผ่านการกระทบสิ่งต่าง ๆ ในโลก เช่นเจอคนที่ชอบ คนที่ชอบเขามาคุยด้วย คนที่ชอบมาบอกรัก คนที่ชอบมาขอคบหา คนที่ชอบมาขอแต่งงาน ฯลฯ อะไรทำนองนี้ ก็เป็นโจทย์ที่จะคอยผลักให้ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติ ล้มเลิกที่จะพัฒนาตนให้ก้าวข้ามความอยากมีคู่ได้

การตั้งใจประพฤติปฏิบัติตนเป็นโสดในคนโสดนั้น ก็ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ คือตั้งใจ และหาครูบาอาจารย์ที่จะคอยช่วยแนะนำ สั่งสอน ตักเตือนในประเด็นที่ได้ประมาทไป หาหมู่มิตรดีที่มีพลังในการช่วยในการต่อสู้กับความอยากมีคู่ ต้องสร้างองค์ประกอบที่ตนเองจะสามารถประสบความสำเร็จได้ง่าย เหมือนนักรบที่รู้จักชัยภูมิในสงคราม เมื่อเขารู้ว่าควรจะตั้งทัพตรงไหน บุกจากตรงไหน ป้องกันตรงไหน ก็จะชนะศึกนั้นได้ไม่ยาก ก็เหมือนกับคนที่ตั้งใจจะเป็นโสด ก็ต้องรู้จักหลักว่าควรจะรบและรับอย่างไร ควรจะมีพันธมิตรเป็นใคร ควรจะอยู่ห่างใคร จึงจะประสบผลสำเร็จ

ทั้งนี้การประพฤติตนให้อยู่เป็นโสดนั้น จะสอดคล้องกับการถือศีล 8 ดังนั้น ถ้าจะให้ปฏิบัติไม่ยากไม่ลำบากนัก ก็ควรจะปฏิบัติศีล 5 ให้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไม่ผิดศีลมาก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่มีกำลังไปสู้กับมารที่แกร่งกว่า การถือปฏิบัติศีล 8 ไปพร้อม ๆ กัน จะช่วยเพิ่มพลังในการต่อสู้กับกิเลสได้มากขึ้น ยิ่งทำศีล 8 ได้ดีเท่าไหร่ อัตราการรอดพ้นก็สูงขึ้น

การตั้งจิตเป็นโสดในคนคู่

การปฏิบัติตนเป็นโสดในคนที่มีคู่ครองจะยากและซับซ้อนกว่าคนโสด และจะยากขึ้นไปอีกเมื่อมีลูก แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ทั้งนี้การปฏิบัติตนเป็นโสดนั้นในสภาพคนคู่นั้น คือการปฏิบัติที่จิต ทำในใจตนเอง เพราะการดูแลคู่ครองและการดูแลลูกนั้น ก็ยังเป็นหน้าที่ ยังเป็นมงคลชีวิตที่ควรกระทำอยู่ดี แล้วจะทำอย่างไรที่ต้องแบกหน้าที่ไปด้วย ตั้งจิตเป็นโสดไปด้วย?

โจทย์ ในการตั้งจิตเป็นโสดของคนคู่จะมีมากขึ้นตามตัวแปรที่เพิ่มขึ้น มันจะผูกจะพันวกวนไปมาตามปริมาณของตัวแปรมีมากนั้น ๆ ยิ่งมีคนมาเกี่ยวข้องด้วยเท่าไหร่ ก็จะยิ่งยุ่งยากมากเท่านั้น คนมีคู่ที่จะตั้งจิตเป็นโสด จึงต้องจัดการกิเลสหลาย ๆ เรื่องที่เข้ามาทำให้จิตใจขุ่นมัว เพื่อที่จะมุ่งเป้าให้ชัดในการจะกำจัดกับความหลงในการมีคู่

เหตุของการมีคู่ คือกิเลสที่หลงสุขไปกับการมีคู่ เป็นไปได้ทั้งสองทางคือฝั่งกามและอัตตา กามคือการเสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อัตตาคือความอยากได้สมดั่งใจตน ได้สมตามที่ตนเชื่อถือ เช่น เชื่อว่ามีความรักแล้วชีวิตจะสมบูรณ์แบบ ฯลฯ

ความหลงสุขในกามและอัตตานี่เอง ที่ดึงคนให้หลงเข้าไปเสพ ตรึงคนให้วนเวียนอยู่ ออกไม่ได้ เราจะต้องทำความชัดเจนในใจในแต่ละประเด็นว่าเราหลงติดหลงยึดอะไร ถึงได้ยอมเป็นทุกข์อยู่จนถึงทุกวันนี้ ทำไมถึงได้เลือกเขามาเป็นคู่ ทำไมถึงได้สร้างลูกคนนี้คนนั้นขึ้นมา แต่ละอย่างที่เกิดขึ้นมามันมีเหตุ เราต้องดับเหตุตัวนั้น อันนี้เรียกว่าส่วนอดีต เป็นสิ่งที่ต้องชำระ เพราะหากระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตแล้วยังมีอาการชอบหรือชัง ก็ยังเรียกว่าผูกพัน ไม่พ้นจากความเป็นคู่ไปได้ เรียกว่าการตรวจเวทนาในอดีต หนึ่งในองค์ประกอบของเวทนา 108 ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะต้องทำเมื่อจะปฏิบัติสู่การพ้นทุกข์

ส่วนของปัจจุบัน ก็ต้องตรวจใจว่าในแต่ละกรรมกิริยา แต่ละการกระทบที่เกิดขึ้น ที่เขาพูด ที่เขาทำ แล้วกระทบใจเรา เรายังหลงชอบหลงชังอยู่ไหม ยังปลื้มใจ ดีใจ ภูมิใจอยู่ไหม หรือไปทางชิงชังรังเกียจ ทั้งสองทางเรียกว่าทางโต่งสองด้านของจิตที่ไม่พาพ้นทุกข์ เมื่อเรากระทบกับเหตุการณ์ เราก็ต้องจับอาการ จับเวทนา ว่ามันไปทางทิศไหน ชอบหรือชัง ทำให้เกิดสุขหรือทุกข์ และตรวจต่อไปว่าสุขทุกข์นั้นเกิดขึ้นจากเราหลงในอะไร เพราะความจริงคือมันไม่มีสุขและไม่มีทุกข์ด้วย (ในกรณีเป็นการพูดกระทบ มอง แสดงอาการ ฯลฯ ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย หรือการเยียวยารักษา) แต่เป็นเราเองที่เติมสุขทุกข์เหล่านั้น ลวงจิตของเราเอง เราก็ตรวจหาความหลงของเราที่ทำให้เกิดอาการของจิตเหล่านั้น แล้วใช้ธรรมะที่ได้เรียนมาจากครูบาอาจารย์ หรือถ้าไม่มาไม่ไปก็ไปสอบถามปรึกษาอาจารย์หรือมิตรดี ก็จะทำให้ผ่านพ้นได้เร็วขึ้น

เมื่อจิตกำจัดความหลงในคู่ครองได้โดยลำดับ จะรู้ตัวว่าเริ่มพ้นจากการที่ต้องพึ่งพาอาศัยเขาอยู่ คือไม่ว่าเขาจะพูดหรือทำอะไร เราก็จะไม่หลงชอบหลงชัง หลงสุขหลงทุกข์ตามเขา เราก็ปกติของเรา นิ่งเหมือนทะเลสาบไร้ลม ไม่มีแม้คลื่นใด ๆ ที่เกิดการกระเพื่อมหรือขยับแม้เล็กแม้น้อย อันนี้คือเรามีอิสระในจิตเราแล้ว เราไม่ถูกครอบงำโดยเขาอีกต่อไปแล้ว เขาจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ จะพบว่า ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเขาอยู่ ใจเราก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะเราไม่ได้พึ่งพาเขา ไม่ได้หลงเขา ไม่ได้เอาใจไปฝากไว้ที่เขา แต่เอาไว้ที่ตัวเอง ไว้กับตัวเอง เป็นความโสดในจิต

การตั้งใจเป็นโสดก็คือทำใจให้เป็นโสด ไม่หลง ไม่พึ่งพิง ไม่ตกอยู่ในอำนาจของเขา เป็นอิสระ ถ้าทำได้แล้วก็ทำหน้าที่ต่อไปเหมือนเคย และการทำหน้าที่คู่และผู้ปกครองจะดีขึ้น เพราะไม่มีอคติลำเอียง ชีวิตคู่จะเป็นอยู่ผาสุกขึ้นเพราะเราจะไม่ไปเอาอะไรจากเขา ที่เหลือก็ทำดีให้มาก ๆ เพิ่มศีลขึ้น ขยันฟังธรรม ทำความเข้าใจเรื่องกรรมว่าไปผูกเขามาแล้วก็ต้องรับกรรม ถึงเวลาถ้าเขาจะปล่อยเรา เดี๋ยวก็จะมีสัญญาณเอง เช่น เขามีคนอื่น, เขาอยากเลิกเอง, เขาตาย … เราก็แค่รับความเป็นจริงในเหตุการณ์นั้นตามจริง คือเขาจะไปเราก็ปล่อย คนใจเป็นโสดนี่เขาไม่ยึดคู่อยู่แล้ว พร้อมวาง พร้อมเลิกเสมอ แต่ไม่โลภมากที่จะรีบเลิก แล้วก็ไม่กลัวจนเกินไปจนไปเสริมกิเลสคู่ พอปล่อยเสร็จเราก็เป็นโสดแล้ว ก็อยู่ไป ทำดีไปตามภูมิ ไม่เสียเวลาต้องแสวงหาใหม่ เพราะถ้าจิตเป็นโสดจะไม่แสวงหาใคร

คนที่มีลูก ก็ต้องพิจารณาเรื่องลูกด้วย ให้ละหน่ายคลายความหลงรักลูก เพราะลูกนี่แหละ คืออีกหนึ่งเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนอยากมีคู่ เพราะอยากมีลูกเลยต้องหาคู่ เพราะหลงว่าลูกจะดี ต้องมีคู่ดี เรื่องมันเลยยุ่ง เพราะจริง ๆ ไม่ได้ติดคู่ครองมาก แต่ติดลูก เวลาล้างกิเลสไปมันจะติด ค้างแบบงง ๆ เหมือนจะไม่ติดไม่ชอบไม่ชังคู่ แต่จะไม่ผ่องใส จะต้องล้างความหลงในผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ทำเปื้อน(หลง)มาเท่าไหร่  ต้องล้างให้สะอาดทั้งหมดเท่านั้น ถึงจะพ้นทุกข์ได้

การตั้งจิตเป็นโสดข้ามภพข้ามชาติ

การตั้งจิตเป็นโสดในชาติหน้านั้นเป็นการตั้งความหวังในเรื่องของอนาคต แต่ก็สามารถทำในชาตินี้ได้ ก็คือการตรวจใจว่าถ้าในอนาคต มีคนเข้ามาแบบนั้นแบบนี้ ในเงื่อนไขนั่นนู่นนี่ เราจะเผลอใจไปไหม ก็ตรวจตนเองไป เอาเหตุการณ์ข้างนอกที่มีนั่นแหละ มาตรวจว่าเรายังมีจิตยินดีในการมีคู่ของคนนั้นคนนี้อยู่รึเปล่า ดูหนังดูละครแล้วยังเคลิ้มไปกับเขารึเปล่า การตรวจเวทนาในอนาคตคือตรวจสิ่งที่ยังไม่เกิดจริง โดยใช้จิตปัจจุบันเป็นตัวอ้างอิง

เช่นบางคนแค่นึกถึงว่าจะมีคนแบบนั้นแบบนี้เข้ามา ก็เป็นสุขแล้ว แค่คิดก็เป็นสุข อันนี้เป็นลักษณะของการฝันไปในอนาคตแต่เป็นสุขในปัจจุบัน การตรวจกิเลสก็เช่นกัน คือใช้องค์ประกอบที่มีแนวโน้มจะเกิดในอนาคตมาตรวจความหวั่นไหวในปัจจุบัน แล้วขยันตรวจซ้ำกับเหตุการณ์ในอดีต ล้างความหลงติดหลงยึดที่พาให้เกิดชอบหรือชังไปตามลำดับ(มรรค) และยืนยัน “ผล” ด้วยความจริงที่ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ที่จะล่อลวงไปให้หลงมีคู่ใด ๆ ในปัจจุบัน

ตรวจเวทนา คือความชอบความชัง ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต นี้วนไปวนมา จนมั่นใจแล้วไม่ว่าจะมาแบบไหนก็ไม่หวั่นไหว จิตไม่ไหลไปตามกิเลส ไม่เคลิ้มไปตามเรื่องชวนฝัน ก็เป็นใช้ได้ ยิ่งมีตัวยืนยันในปัจจุบันเลยจะยิ่งชัดในใจตนเองว่า “ไม่แพ้

ถ้าใจตั้งมั่นแม้มารยกทัพมากระทืบ ใจก็ยังไม่หวั่นไหว ก็ยืนยันได้เลยว่าอนาคตไม่แพ้แน่นอน นั่นหมายความว่าสิ่งนี้แหละ จะติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ แต่….

ถึงแม้ว่าเราจะทำจิตให้เป็นโสดได้ดังนี้แล้วก็ตาม ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะการันตีว่าเกิดชาติหน้าเราจะไม่หลงไปมีคู่ ขนาดพระพุทธเจ้าที่มีบุญบารมีสูงสุดในโลก ยังต้องไปมีคู่ ข้อนั้นเพราะอะไร นั่นก็เพราะแรงกรรมมันมากกว่า ท่านมีกรรมที่ต้องรับ เราเองก็เช่นกัน ล่อหลอกมอมเมาคู่มาเท่าไหร่ เป็นตัวอย่างให้คนหลงไปมีคู่มาเท่าไหร่ เคยเป็นแรงเหนี่ยวนำให้คนยินดีในการมีคู่มีครอบครัวมาเท่าไหร่ เราต้องรับกรรมนั้นแน่ ๆ  แต่…

ถึงแม้เราจะต้องรับกรรมเหล่านั้น แต่มันก็ไม่ได้ร้ายขนาดที่จะต้องหลงมัวเมาไปตลอดชาติ กรรมนั้นรับแล้วก็หมดไปเป็นส่วน ๆ แม้กรรมชั่วเราทำมา แต่กรรมดีเราก็ทำมาเช่นกัน และถ้าทำกรรมดีขนาดพ้นจากความหลงในการมีคู่ด้วย ดังเช่นพระพุทธเจ้า  เวลาจะออกจากครอบครัว จะมีพลังในการออกได้ทันที เช่นเดียวกับพระมหากัสสัสสปะ พอคิดจะเลิก ก็เลิกได้ทันที จิตจะไม่หวั่นไหว และคู่ครองจะรั้งไว้ไม่ได้ พอกรรมหมดอำนาจ วิบากคลายก็สามารถหลุดออกมาได้ทันที จะมีองค์ประกอบที่จะไม่มีใครขัดหรือรั้งไว้ได้

หลุดพ้นในแบบที่คนทั่วไปทำไม่ได้ เพราะคนทั่วไปที่เขาไม่เคยทำมา ไม่เคยสะสมกรรมดีระดับหลุดพ้นคู่มา แม้เขาพบธรรมะ แต่ใจเขาจะไม่อยากออก มันจะออกยาก จะผูกพัน หรือไม่ก็คู่รั้งไว้ ผูกไว้ มันจะสะบัดออกยาก แม้อยากออกก็ไม่มีปัญญาจะออก ไม่ก็เวียนกลับไปหลงมัวเมาเหมือนเดิม อันนี้คือตัวอย่างของความต่างระหว่างผู้ที่สะสมภูมิธรรมในการหลุดพ้นจากคู่มาข้ามภพข้ามชาติกับคนทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติอะไรมาเลย ให้สังเกตตอนตั้งใจปฏิบัติจะมีความยากง่ายที่ต่างกัน บางคนแค่คิดก็ทำได้เลย บางคนนี่ฟังพระพุทธเจ้าก็แล้ว ฟังอาจารย์ก็แล้ว ฟังเพื่อนก็แล้ว นั่งสมาธิฝึกสงบใจก็แล้ว ตั้งสติหลุดฟุ้งซ่านก็แล้ว ก็ยังอยากไปมีคู่อยู่นั่นแหละ มันก็จะมีวิบากกรรมต่าง ๆ กันไปตามที่ทำมา

สุดท้ายคนที่มี “ทุนเก่า” หรือ “บุญเก่า” ที่ประพฤติตนเป็นโสดมาข้ามภพข้ามชาติ จะรู้ได้ด้วยตนเอง ว่าตนทำมามาก ปฏิบัติมามาก ไม่ใช่ว่าได้มาเพราะบังเอิญ หรือเพราะไม่มีคนมาจีบ ฯลฯ แต่ได้มาเพราะตั้งใจปฏิบัติสะสมผลข้ามภพข้ามชาติ โดยสภาพก็จะมีทั้งกำลังจิตที่เข็มแข็งและปัญญาติดตัวมาด้วย

นี้คือสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของการตั้งจิตเป็นโสดข้ามภพข้ามชาติ เหมือนกับคนรวย จะไปที่ไหน ๆ ก็เบิกเงินใช้ได้ไม่ยาก คนที่ตั้งใจปฏิบัติก็เช่นกัน ถ้าทำมามาก ไปเกิดที่ไหน ๆ ก็จะไม่เดือดร้อนมาก ซึ่งการจะสะสมผลเหล่านี้ ก็จะทำกันที่ “ปัจจุบัน” เท่านั้น ดังนั้นผู้ที่ตั้งใจจะเป็นโสดทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ก็จะต้องทำปัจจุบันให้จิตเป็นโสดมั่นคงยั่นยืนถาวรไม่เวียนกลับ ฯลฯ ให้ได้ แล้วสั่งสมกุศลด้วยการบำเพ็ญ ทำตนเป็นตัวอย่าง เผยแพร่ธรรมที่ตนมีจริง ก็จะเป็นทุน (กุศลกรรม) ที่จะส่งผลให้ได้อยู่ผาสุกปลอดภัยในอนาคต

6.3.2563่

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์