การทำดี

เชื่อมร้อยความดี ด้วยกระทงกระดาษ

June 27, 2017 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 0

เชื่อมร้อยความดีด้วยกระทงกระดาษ

ถ้าใครได้ไปสนามหลวงในช่วงที่โรงทานต่าง ๆ ยังอยู่ในสนามหลวง จะเห็นได้ว่ามีจิตอาสามากหน้าหลายตาที่นำทั้งสิ่งของและแรงงานมาแบ่งปัน แต่ในวันนี้ไม่เหมือนวันนั้น การแบ่งปันสิ่งของทำได้ยากขึ้น แรงงานก็เช่นกัน

ทุกวันนี้คนที่อยากทำดีหลายคนเกิดสภาพตกงาน ถึงจะมาทำดีก็ใช่ว่าจะหางานทำได้เหมือนสมัยก่อน มีเพียงบางกิจกรรมเท่านั้นที่ยังเอื้อให้ทุ่มเททุนทรัพย์และแรงกายแรงใจทำความดีต่อไปได้ หนึ่งในนั้นคือกิจกรรมโรงทาน

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมาเปิดโรงทานกันได้ง่าย ๆ เหมือนสมัยก่อน ตอนนี้มีทั้งกฎ ระเบียบ หรือข้อจำกัดเพิ่มมากขึ้น แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีสิทธิที่จะร่วมทำความดีได้ คือการพับกระทงกระดาษมาสนับสนุนงานโรงทาน

ผมมองเห็นว่า นัยสำคัญของการพับกระทงกระดาษ คือการเชื่อมร้อยความดี ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถสั่งหรือใช้กระทงกระดาษสำเร็จรูปที่มาจากโรงงานเลยก็ได้ ซึ่งอาจจะมีต้นทุนต่ำกว่าด้วยซ้ำ แต่สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้เชื่อมร้อยความดี ไม่ได้ร่วมจิตวิญญาณ คือมีแต่วัตถุ ไม่มีพลังความดีที่เกื้อหนุนกัน

การจะได้กระทงกระดาษมาสักหนึ่งชิ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีกระบวนการในการพับ ซึ่งต้องสละเวลาและแรงงาน ตรงนี้เองที่เป็นประเด็นสำคัญ ในชีวิตของคนเราทุกคนสามารถเลือกที่จะทำอะไรก็ได้เท่าที่ตนสามารถทำได้ แต่การจะเลือกพับกระทงกระดาษ หรือทำความดีเพื่อคนอื่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกิเลสจะชักจูงเราออกไปทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นเสมอ

หรือถ้ามองง่าย ๆ ตื้น ๆ ประมาณว่า “โรงทานต้องการใช้กระทงกระดาษ ก็เอาเงินเทลงไปเลย ซื้อกระทงกระดาษสำเร็จรูปไปให้เลยแล้วเอาเวลาไปเที่ยวเล่นหาความสุขใส่ตัวดีกว่า” อะไรประมาณนี้ ผมมีความเห็นว่าความดีไม่ได้สร้างได้ด้วยเงิน ศาสนาไม่ได้เกิดขึ้นจากคนโยนเงินลงมา แต่เกิดจากคนพากเพียรทำความดี เงินเป็นองค์ประกอบร่วม แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความดีเท่าไรนัก จิตวิญญาณของคนที่คิดจะทำดีต่างหาก คือความยิ่งใหญ่

เมื่อเห็นดังนั้น ผมจึงให้ความสำคัญกับการพับกระทง แม้ว่ามันจะไม่สวยหรู ต้องใช้เวลา หรือมีต้นทุนในการผลิตและจัดส่งที่มากก็ตาม แต่สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ขาดทุนเลย เพราะการที่เราจดจ่ออยู่กับการทำความดี ที่ร่วมกันทำในโอกาสพิเศษนี้ เป็นสิ่งที่เชื่อมร้อยความดี เชื่อมร้อยจิตวิญญาณ เป็นกุศลกรรมที่จะผูกพันกันไปในอนาคตข้างหน้า

ในโลกนี้มีความดีมากมายให้ทำก็จริง แต่ดีไหนล่ะที่จะเชื่อมต่อกับคนดีได้มากที่สุด แล้วคนแบบไหนล่ะที่เราเห็นว่าเป็นคนดีมากที่สุด เราก็ทำดีนั้นแหละให้ได้มากที่สุด ตามกำลัง ตามปัญญา ตามองค์ประกอบเหตุปัจจัยของเรา

เพราะถ้าหากเราไม่เพียรทำความดีแล้ว กิเลสก็ย่อมจะลากเราไปทำชั่ว ไปทำในสิ่งที่ไร้สาระและไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร ไม่เกื้อกูลแบ่งปันเสียสละ จนสุดท้ายเหตุการณ์สำคัญผ่านไป ต้องเสียโอกาสในการสร้างประโยชน์เหมือนภาพจิตอาสาตกงานที่ปรากฏเด่นชัดมากขึ้นในทุกวันนี้

ชีวิตก็เช่นกัน หากเกิดมาแล้วมัวหลงระเริงกับการใช้ชีวิตไปตามกิเลส จนสุดท้ายชีวิตหนึ่งได้ผ่านพ้นไป ก็ต้องเสียโอกาสในการสร้างประโยชน์ เหมือนกับชีวิตทั่วไปที่เกิดมา เติบโต หากิน แล้วก็ตายไป พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

เกริ่นกันมาก็ยาว ในบทความนี้ก็อยากจะขอเชิญชวนทุกท่านร่วมพับกระทงกระดาษแล้วนำส่งมายังโรงครัวต่าง ๆ ในพื้นที่โรงครัวที่หน่วยงานรัฐได้จัดสรรไว้ ซึ่งในตอนนี้อยู่แถวสะพานผ่านพิภพลีลา

27.6.2017

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

รอยทางของพระโพธิสัตว์

June 12, 2017 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 0

รอยทางของพระโพธิสัตว์

รอยทางของพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์คือผู้ที่มาบำเพ็ญ ช่วยเหลือผู้คนให้ข้ามพ้นทะเลแห่งทุกข์ที่ท่วมท้นด้วยกิเลสตัณหา โดยนำพาเหล่าคนผู้หลงผิดเหล่านั้นผ่านรอยทางที่ท่านได้กรุยทางไว้ด้วยความยากลำบาก

พระโพธิสัตว์องค์ที่ใหญ่ที่สุดและมีบารมีมากที่สุดที่หลายคนรู้จักกันคือ พระพุทธเจ้า ท่านก็มาทำหน้าที่ถากถางทางที่รกและวกวนให้เป็นทางเดินสู่การพ้นทุกข์ที่ชัดเจน เรียกว่าสัมมาอริยมรรค

ผ่านไปสองพันกว่าปี ทางที่ท่านเคยถากทาง มีหญ้า มีต้นไม้ มีป่าขึ้นรกทับถมเส้นทาง ทางแห่งความผาสุกนั้นมีอยู่ แต่น้อยคนจะรู้ชัดว่าทางไหนเป็นทางที่แท้จริง เขาเหล่านั้นก็เดินตามทางที่ตนเข้าใจว่าถูกและก็หลงป่ากันไปตามวิบากกรรมของแต่ละคน

ในปัจจุบันนี้มีบุคคลที่ผู้คนส่วนหนึ่งยอมรับและเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่มาบำเพ็ญในยุคนี้ ซึ่งท่านเหล่านั้นก็ได้บำเพ็ญถากถางทางที่รกและเต็มไปด้วยอุปสรรคตามกำลังและบารมีของท่าน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในโลกจะเห็นพ้องต้องกันว่าทางนั้นเป็นทางที่ถูก ในปัจจุบันมีการสอนธรรมะที่แตกต่างกันมากมายจนเรียกว่า ณ จุดที่ยืนอยู่คุณสามารถเดินได้ทุกทิศทุกทางที่มีผู้คนอ้างว่าเป็นทางที่ถูก ซึ่งในความจริงแล้วมันมีแค่ทางเดียว ทิศเดียว แนวปฏิบัติเดียวเท่านั้น

ซึ่งไม่ว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามทางที่ถูก ทางเหล่านั้นก็จะถูกลบเลือนด้วยกาลเวลา พระโพธิสัตว์ท่านก็จะบำเพ็ญของท่านไปเรื่อย ๆ นำพาคนที่ดำเนินรอยตามไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็จะห่างไกลจากคนที่ยังไม่เริ่มเดินตามหรือคนที่หลงทางไปเรื่อย ๆ เช่นกัน และกาลเวลาที่ผ่านไปก็จะสร้างหญ้ารก ต้นไม้ทึบ ป่าแน่นหนาขึ้นมาอีกครั้ง รอยทางของพระโพธิสัตว์ได้หายไปอีกครั้ง และหายไปจนกว่าจะมีองค์ใหม่เกิดขึ้นมาบำเพ็ญ ก็เส้นทางเดิมนั่นแหละ เส้นทางเดียวกับพระโพธิสัตว์องค์ก่อน เส้นทางเดียวกับพระโพธิสัตว์รุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นพี่ ฯลฯ

ทางที่ถูกถากถางด้วยความลำบากลำเค็ญ เพื่อที่จะนำพาคนที่แสวงหาทางพ้นทุกข์ได้เดินตามไป ทางนั้นมีอยู่ แต่ไม่ได้ถูกแสดงอยู่อย่างถาวร มันจะคงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น คนที่พากเพียรปฏิบัติไปตามท่านเหล่านั้นทัน ก็จะพบกับความผาสุก คนที่ปฏิบัติตามไม่ทัน ไม่พากเพียร ไม่เดินตาม สุดท้ายก็จะพลัดกลุ่ม หลงป่าในที่สุด ถ้าไม่หลงผิดเดินไปผิดทางก็บำเพ็ญเพียรตามภูมิปัญญาของตัวเองเพื่อรอพระโพธิสัตว์องค์ใหม่ ที่จะเกิดมาแล้วเดินตามท่านอีกที

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นผู้ที่ทำให้ผู้คนเห็นภาพของพระโพธิสัตว์ได้ชัดเจน ซึ่งท่านได้ใช้เวลาทั้งชีวิตของท่านสร้างเส้นทางให้เราเดินตาม และแน่นอนว่าเส้นทางนั้นไม่ได้คงอยู่ตลอดไป ในขณะที่โลกจะหมุนไปสู่กลียุค ยุคที่มีความโลภ โกรธ หลงอย่างรุนแรง ความพอเพียงนั้นคือสิ่งที่ขัดต่อกิเลส ดังนั้นโลกจะไม่เจริญไปสู่ความพอเพียง แต่จะตกลงไปสู่ความเสื่อม นั่นหมายถึงทางแห่งความพอเพียงที่พ่อหลวงได้สร้างไว้ ในวันใดวันหนึ่งก็จะถูกกิเลสตัณหาฝังกลบ ทางแห่งความพอเพียงนั้นมีอยู่ แต่คนที่มองเห็นทางนั้นอาจจะไม่มีแล้ว กิเลสตัณหานั้นเหมือนหญ้า ต้นไม้ และป่าที่ปิดทับเส้นทาง

ในวันนี้ผู้คนต่างตั้งใจที่จะติดตามท่านไปไม่ว่าจะชาติไหน ๆ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะติดตามท่านไปได้ จะมีเฉพาะผู้ที่เดินตามท่านทันเท่านั้น หมายถึงผู้ที่ปฏิบัติจนถึงความพอเพียงได้อย่างที่ท่านสอนจริง ลดโลภ โกรธ หลงได้จริง แม้วันนี้จะผ่านมาไม่นานจากวันที่ท่านได้จากเราไป แต่ความผิดเพี้ยนก็มีให้พบเห็นมากขึ้นเป็นระยะ เช่นบอกว่าปฏิบัติตามท่าน พอเพียงตามท่าน แต่ยังเอามาก โลภมาก สะสมมาก นี่คือลักษณะของผู้ติดตามที่หลงทาง คือติดตามท่านไม่ทันเลยหลงป่าที่เต็มไปด้วยกิเลส แต่ยังเข้าใจว่าตามทันอยู่

โลกนี้ก็เหมือนป่าที่เต็มไปด้วยกิเลส ทางที่จะหลุดพ้นมีทางเดียวเท่านั้น พระโพธิสัตว์ท่านมาถากถางทางให้เห็น แล้วท่านก็จากไป ป่านั้นกว้างใหญ่ ใครเล่าจะรู้ว่าพระโพธิสัตว์เกิดที่ไหนบ้าง รอยทางไหนบ้างที่เป็นทางที่แท้จริง ในยุคนี้ยังมีทางที่ชัดเจนเหลืออยู่ ยังมีหลักฐานที่ตรวจสอบแล้วตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ยังพากเพียรปฏิบัติได้ทันอยู่ แต่วันใดวันหนึ่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้จากไปแล้ว ทางที่ถูกต้องเหล่านั้นก็จะเลือนหายไปตามกาลเวลาเช่นกัน

12.6.2017

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

แด่ความรักอันยิ่งใหญ่

December 22, 2016 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 0

แด่ความรักอันยิ่งใหญ่

แด่ความรักอันยิ่งใหญ่

ก่อนหน้านี้ ผมมักจะเอ่ยถึงความรักที่ยิ่งใหญ่อยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยากที่จะสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจได้ เพราะผู้อ่านก็ไม่รู้จะหาตัวอย่างที่ไหน และแบบไหนที่เรียกว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ ต้องรักอย่างใดจึงจะเรียกได้ว่าประเสริฐแท้

แต่ในท่ามกลางบรรยากาศของการสูญเสีย ผมเชื่อว่าหลายคนสัมผัสได้ ระลึกได้ เข้าใจได้ว่าความรักที่ยิ่งใหญ่นั้นเป็นอย่างไร เป็นความรักที่ไม่ต้องพูดคำว่ารัก ไม่จำเป็นต้องเคยพูดคุย ไม่มีแม้แต่อ้อมกอดและไม่สำคัญว่าจะเคยได้พบกันหรือไม่ แต่หลายคนกลับรับรู้ได้ว่า สิ่งเหล่านั้นคือความรัก

เป็นความรักในมิติที่สูงยิ่ง ประเสริฐยิ่ง งดงามยิ่ง เพราะไม่มีการเบียดเบียนกัน มีแต่เฉพาะความดีงามเท่านั้นที่นำมามอบให้กัน เป็นความเมตตาที่แผ่ไปอย่างแท้จริง แผ่ไปกระทบใจใคร มนุษย์ผู้นั้นก็สามารถที่จะรับรู้ได้ว่านี่คือสิ่งดี นี่คือคุณค่า นี่คือประโยชน์แท้ แม้เพียงการระลึกถึงความรักที่ท่านมีต่อผองชน ก็สามารถทำให้หลายคนมีพลัง มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตไปสู่ความดีงาม

ตั้งแต่เกิดมาผมก็ยังไม่เคยเห็นใครมีบารมีเท่านี้มาก่อน เพียงแค่ระลึกถึงก็มีความสุข เพียงแค่รับรู้เรื่องราวของความดีงามที่ท่านทำก็สามารถทำให้คนรักและเคารพกันได้อย่างง่ายดาย และความดีงามเหล่านั้นยังมีพลังมากพอที่จะทำให้คนหันมาทำความดีด้วย

เมื่อโลกนี้สูญเสียบุคคลที่ทรงคุณค่ายิ่งอย่างท่านไป ก็เหมือนมีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ การไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ผืนแผ่นดิน แต่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้ที่รักและศรัทธา เป็นการสั่นไหวที่สะเทือนจิตใจของคนทั่วโลก ซึ่งแต่ละคนก็มีความสั่นไหวที่แตกต่างกันออกไป ความสั่นไหวของจิตใจจนเกิดความเศร้าโศกเสียใจคงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนทั่วไป แต่การที่จิตใจนั้นถูกเขย่าโดยคลื่นแห่งความดีปริมาณมหาศาลนี้ ทำให้คนบางคนอยู่ไม่เป็นสุข อยากทำสิ่งดี จนต้องลุกขึ้นมาทำดี นั่นเพราะเขาเหล่านั้นสามารถรับและตอบสนองต่อคลื่นแห่งความดีเหล่านั้นได้ดีกว่าคนทั่วไป

เหมือนกับการที่เราโยนหินลงไปในบ่อน้ำ น้ำนั้นย่อมเกิดการกระเพื่อม เป็นคลื่นกระจายออกไปทุกทิศทุกทาง สิ่งที่หนักนั้นย่อมไม่สั่นไหว สิ่งที่จะสั่นไหวก็จะมีแค่สิ่งที่เบาเท่านั้น อัตตาเป็นของหนัก ถ้าไม่มีอัตตาก็จะเบา ถ้าคนเหล่านั้นมีอัตตาจัดก็จะไม่ได้รับผลใด ๆ จากคลื่นนี้ ในขณะเดียวกัน คนที่มีอัตตาเบาบาง ก็จะลอยไปตามคลื่นเหล่านั้นไป

ความหนักแน่นมั่นคงนั้นควรจะใช้เพื่อต่อกรกับสิ่งที่ไม่ดี ส่วนความแววไวปรับเปลี่ยนง่ายไม่ยึดมั่นถือมั่น ควรใช้กับเรื่องที่ดี ในตอนนี้ นี่คือคลื่นลูกสุดท้ายที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ เป็นคลื่นแห่งความดีงามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เพราะการจะเกิดสถานการณ์อย่างเช่นทุกวันนี้ เกิดจากพลังความดีที่ท่านได้บำเพ็ญเพียรอย่างต่อเนื่องมาตลอด ๗๐ ปี นี่จึงเป็นพลังงานแห่งความดีที่ยิ่งใหญ่ เป็นบทสรุปของความรักที่ยิ่งใหญ่ ดังที่นักปราชญ์อย่างไอน์สไตล์ได้กล่าวไว้ว่า ในอนาคตหลังจากที่เขาจากไป จะมีพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่าระเบิดนิวเคลียร์ พลังงานนั้นก็คือระเบิดแห่งความรัก ( a bomb of love ) และความรักนั้นเองจะเป็นพลังที่นำไปสู่การแก้ปัญหาและเยียวยาทุกสิ่ง นั่นคือคำตอบที่สุดยอดที่สุดในชีวิตที่เขาค้นพบ ( ultimate answer )

เมื่อเกิดระเบิดแห่งความรักขึ้น แรงระเบิดนั้นก็ได้สร้างคลื่นแห่งความรัก ถ้าเป็นระเบิดนิวเคลียร์คลื่นเหล่านี้คงทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่มันจะผ่านไปได้ แต่คลื่นแห่งความรักกลับแตกต่าง มันไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีการสัมผัส ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่กลับรู้สึกได้ มันไม่ได้มีอำนาจทำลายล้าง แต่มีอำนาจที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม

คลื่นแห่งความดีนั้นตรงเข้าไปกระแทกในจิตใจของผู้คน ให้ตระหนักรู้คุณค่าของความดีงาม ให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ให้ออกมาทำดีกัน ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันนี้สามารถเห็นได้ว่า คลื่นแห่งความดีนั้นมีผลจริง มีแรงกระแทกจริง รับรู้ได้จริง เพราะคนจำนวนมากออกมาทำความดีร่วมกัน จนบัดนี้ก็ผ่านมาสักพักแล้ว แต่คลื่นนี้ก็ยังไม่หมดพลัง ยังมีแรงส่ง มีแรงผลักดันให้คนลุกขึ้นมาทำดีอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าจะไม่มีวันหมดพลังง่าย ๆ

ในความเป็นจริงระเบิดแห่งความรักนั้นก็ระเบิดออกไปแล้ว และคลื่นเหล่านั้นก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แท้จริงแล้วคลื่นแห่งความดีงามที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันนั้นไม่ได้มาจากการจากไปของท่าน แต่มาจากบุคคลที่เพียรทำความดีตามอย่างท่าน พยายามเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแบ่งปันผองชนให้เหมือนอย่างท่าน แน่นอนว่าการทำความดีของเขาเหล่านั้นมีท่านเป็นศูนย์รวมของจิตใจ แต่การทำดีของเขาเหล่านั้นก็เป็นของเขาเอง เป็นสิ่งดีงามที่เกิดจากปัญญารับรู้ประโยชน์ของการทำดีของเขาเอง จึงเกิดเป็นคลื่นแห่งความดีอีกหลายลูกที่สร้างแรงกระเพื่อมให้จิตใจของผู้ที่ได้พบเห็นได้มาทำดีต่อกันไปเรื่อย ๆ

อาจจะมีหลายคน ที่ตอนแรกไม่คิดที่จะทำความดีอะไร แต่พอได้เห็น ได้พบ ได้พูดคุยกับคนที่ทำดี ก็กลับมีแรงใจที่จะลุกขึ้นมาทำดีบ้าง ผมคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่มหัศจรรย์ เพราะถ้าเป็นเพียงการระเบิดแล้วจบไป ก็คงจะไม่มีอะไรมาก แต่ในสถานการณ์ตอนนี้กลับต่างออกไป กลายเป็นว่าคนที่เห็นประโยชน์ก็ต่างมาร่วมกันทำความดี ร่วมกันสร้างคลื่นแห่งความดี ให้ความดีงามนั้นสืบต่อไป ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือความกตัญญูรู้คุณต่อความดีงามที่ท่านได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง และเชื่ออย่างเต็มใจ ว่าความดีนี่แหละ คือความรักที่ยิ่งใหญ่ นั่นเพราะเขาเหล่านั้นก็เคยได้รับสิ่งนั้น และรับรู้ได้ว่าการทำดีนั้นคือสิ่งที่มีคุณค่าและเยี่ยมยอดที่สุดเท่าที่ชีวิตหนึ่งจะทำได้

ดังนั้นการตอบแทนความรักอันยิ่งใหญ่นี้ จึงไม่ได้หยุดเพียงแค่การรับรู้เท่านั้น แต่เป็นการทำให้เกิดความดีนั้นในตนขึ้นมา จนเกิดเป็นการให้ การเกื้อกูล การเสียสละ ทั้งทุนทรัพย์ เวลา แรงงาน ให้กับสังคม เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาตอบแทนคุณค่าแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ในฐานะที่ลูกของแผ่นดินผู้หนึ่งพึงกระทำได้

15.12.2559

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์