ความรัก

มีคู่ดี หนียาก พ้นทุกข์ยาก

May 17, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 19 views 0

วันก่อนพิมพ์บทความเกี่ยวกับความผาสุกของคนที่มีคู่ดีเมื่อเทียบกับคนโสด วันนี้จะมาบอกโทษของการมีคู่ที่ดี เป็นคนดี นิสัยดี ฯลฯ

การมีคู่ดี ก็เป็นเรื่องที่คนในโลกส่วนมากใฝ่หาอยู่แล้ว ใครล่ะจะอยากมีคู่ไม่ดี เขาก็อยากมีดี ๆ กันทั้งนั้น เหมือนอาหาร เขาก็อยากกินแต่ของอร่อย ใครมันจะไปอยากกินของไม่อร่อย ความอยากมันก็แบบนี้ มันจะเสพมาก เอามาก เป็นภพที่ฝังวิญญาณอยู่ สะกดไม่ให้ได้ออกไปไหน

แต่โทษภัยในคู่ดีนั้นยิ่งล้ำลึกออกยาก เรียกว่าถ้าคนจะประพฤติตนเป็นโสดแล้วดันมาเจอคู่ดี ถ้าไม่มีปัญญาจริงก็เรียกว่าไปไม่เป็นกันเลย คือไปไหนไม่รอด ต้องจมปลักอยู่กับความดีของเขา

เพราะคู่ไม่ดี คู่ชั่ว ผิดศีลกันชัด ๆ นี่เขาก็มีโทษมาก มีเหตุผลให้ออกได้ง่าย ๆ แต่เชื่อไหม แม้จะมีคู่ชั่ว ผิดศีล คบชู้ นอกใจ ใช้ความรุนแรง หลายคนก็ยังออกไม่ได้เลย เขาชั่วอยู่ชัด ๆ ก็ยังออกไม่ได้เลย ด้วยความหลงสุขบ้าง หลงทรัพย์จากเขาบ้าง ไม่มีอำนาจเหนือเขา ต้องยอมอยู่ภายใต้การผิดศีลเบียดเบียน

ไม่ต้องคิดเลยว่าคู่ดีจะออกยากขนาดไหน มันจินตนาการไม่ออกเลยที่จะทิ้งคนที่ดีพร้อมตามที่เราต้องการ ยิ่งดีเหนือคนอื่น อัตตามันจะยิ่งโตไปกันใหญ่ จะยิ่งภูมิใจ ยิ่งยึดมาก

ที่ยึดมากเพราะเราไปให้คุณค่าเขาไว้เอง คือเขาดี มันก็ดีของเขา แต่เราไปเอาดีของเขามาเป็นของเรา มันก็จะให้ความสำคัญกับเขา แล้วมันก็จะไม่ยอมพราก เพราะเข้าใจว่าคู่ดีมีศีลคือสิ่งสำคัญ เป็นของหายากในโลก

โทษของคู่ดีก็คือผูกเราไว้ในนรกนั่นแหละ จะว่าคู่ดีมันทุกข์น้อยกว่าคู่ไม่ดีมันก็ใช่ แต่มันยังทุกข์มากอยู่ เมื่อเทียบกับสถานะดี ๆ อีกมากมาย

ก็เหมือนนางวิสาขา เป็นพระโสดาบันตั้งแต่ 7 ขวบ แต่จนโตก็ตันอยู่ที่โสดาบัน เพราะหลงในความรัก คู่ครอง ครอบครัว มันก็ตันอยู่ตรงนั้น พระพุทธเจ้าอยู่ตรงหน้า เทศน์ให้ฟัง ให้ก้าวขึ้นมาจากความทุกข์ ให้ออกมาจากนรก ก็ไม่ได้มีสัญญาณใด ๆ ว่าพยายามจะขึ้นมา

หลักฐานจากพระไตรปิฎกก็มีอยู่แค่นี้ คือได้สอน แต่ไม่มีบทบรรยายว่าได้ฟังแล้วบรรลุธรรมหรือร่าเริงในธรรมเหมือนท่านอื่น ๆ ก็สรุปความได้ว่านางก็คงจะยินดีอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ

ปฏิบัติธรรมมาประมาณหนึ่ง ชีวิตมันก็จะดี แถมเจอคนดีอีกต่างหาก มันจะก็จะออกยาก รักคู่ รักครอบครัว รักไปหมด มันก็ผูกไว้ ฝังไว้กับทุกข์ มันก็เป็นกิเลสนั่นแหละ ที่ดันไว้ไม่ยอมให้ขึ้นไปมากกว่านั้น แม้จะมีสัตบุรุษสูงสุดช่วยอยู่ แต่ถ้าไม่พาตนเองปีนขึ้นมาจากทุกข์มันก็ไปต่อไม่ได้

คู่ดีก็มีโทษประมาณนี้แหละ ก็อาจจะมีมรรคผลระดับหนึ่ง มีวิบากกรรมที่ดีระดับหนึ่งเลย ได้มาเจอคนที่ดี ที่เขามีศีล ไม่เบียดเบียนมาก

แต่มันก็ยังมีทุกข์มากอยู่ไง ทุกข์จนร้องห่มร้องไห้ เพราะความรักเป็นเหตุนั่นแหละ

ทุกข์มากที่ว่านี่มันก็เห็นกันได้ยาก คนทั่วไปเขาก็เห็นกันว่าทุกข์น้อย เขาเห็นว่ามีคู่ดี เขาก็ยอมทนทุกข์ที่จะเกิด เพราะเขาคิดว่ามันไม่น่าจะเยอะ ขนาดคู่ไม่ดีไม่มีศีล คนส่วนใหญ่เขายังยอมทนทุกข์กันเลย เพราะเขาหลงว่าสุขมันมากกว่าทุกข์ หรือแม้จะทุกข์ก็มีสุขให้เสพ

พระพุทธเจ้าบอกรักมีแต่ทุกข์ … ส่วนสุขท่านไม่ได้กล่าวถึง คือมันไม่มีนั่นแหละสุข แต่คนเขาปั้นขึ้นมาตามกิเลสเขา กิเลสมากก็สุขจากรักมาก กิเลสน้อยก็สุขจากรักน้อย ไม่มีกิเลส รักก็ไม่มีสุขเลย เพราะสุขมันลวงไปตามอำนาจของกิเลส

ความสุขความทุกข์ในรัก จะรุนแรงแปรผันตามกิเลส สุขเท่าใด ทุกข์เท่านั้น มีน้ำหนักที่จะเกิดแรงตามการปรุงแต่งในจิต

ถ้าจะเปรียบการมีคู่ดี ก็คงจะเหมือนได้เงินมา 100 ล้านแล้วพอใจนั่นแหละ ตามที่เขาว่า “เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร” คือคนรักนี่มันมีค่ามาก แต่เขาไม่รู้ว่า ที่ดีที่เลิศกว่าคนรักที่ดีก็ยังมีอยู่ ถ้าพ้นความอยากมีคู่ดีไปได้ ก็เทียบได้ว่ามีเงินเป็นอนันต์ ใช้ไม่มีวันหมด

แต่ 100 ล้านนี่มีหมด มันใช้หมดได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่งนั่นแหละ เพราะกามราคะเปรียบเหมือนหนี้ สุดท้ายมีเท่าไหร่ก็ต้องจ่ายหนี้จนหมด

คู่ดีนี่มีค่าใช้จ่ายนะ คือต้องทำกรรมดีมามากพอถึงจะเจอคนดี แต่ถ้าเอากรรมดีไปแลกตามกิเลสนี่มันจะหมดไปอย่างรวดเร็ว พวกทำดีแลกกิเลส ภาพก็จะคล้ายเศรษฐีตกอับ วันหนึ่งมี อีกวันหนึ่งหมด พอหมดแล้วหมดเลย เป็นยาจกเลย

คู่ดีก็เหมือนกัน เขามีเวลาจำกัดของเขา เขาไม่เที่ยง เขาไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน แปรผันได้ตลอดเวลา แต่ความตั้งใจปฏิบัติตนเป็นโสดนี่สามารถทำให้ยั่งยืนไม่เวียนกลับไม่แปรผันได้ คือสามารถทำให้ความโสดนั้น “เที่ยง” ได้

พระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับสภาวะนิพพาน 7 ประการ คือสภาพที่กิเลสดับ หนึ่งในนั้นคือ เที่ยง คือกิเลสดับอย่างแน่นอน ไม่แปรกลับ ไม่แปรปรวน คนที่ประพฤติตนเป็นโสดอย่างถูกมรรคผล จึงมีความผาสุกที่ยั่งยืน ยาวนาน ถาวร

ต่างจากคนมีคู่ดี ที่แม้จะดี แต่ก็จะมีความทุกข์ต่าง ๆ นา ๆ ที่เกิดด้วยเหตุแห่งคู่ครองหรือครอบครัวอยู่ทุกวี่วัน ต่างจากคนโสดที่จัดการความอยากของตนได้แล้ว เขาย่อมไม่เป็นทุกข์ อยู่ผาสุกสบายทุกวี่วัน

สรุปว่าโทษของการมีคู่ดี ก็คือมันยังพาทุกข์มากอยู่นั่นเอง เพราะสุขที่มากกว่านั้นมันยังมีอยู่ ไม่ใช่ว่าการมีคู่ดีคือสภาพที่เลิศยอด แต่ที่ยอดกว่าคือไม่มีคู่ชีวิตก็ยังดีอยู่ อันนี้สิดี

มีคู่ดี สุขกว่าเป็นโสด จริงไหม?

May 15, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 122 views 0

เห็นความเห็นนี้ในพวกเว็บบอร์ด ก็นำมาวิจารณ์กันหน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่ตั้งใจที่จะออกจากนรกคนคู่

คนที่เขาหลงเขาก็ว่ามีคู่เป็นสุขกันหมดนั่นแหละ ยิ่งคู่ดียิ่งเป็นสุขกว่าโสด นั่นเขาฟันธงอย่างนั้น เชื่ออย่างนั้นหมดใจเลย

ก็เหมือนกับเด็กที่อยากได้ของเล่น อยากได้ของเล่นแพง ๆ พอได้มาเขาก็จะเป็นสุขใช่ไหม? ลองนึก ๆ ดูตัวเราในอดีตก็น่าจะตอบว่าใช่ ได้ของเล่นมันก็เป็นสุข

แต่ถ้าลองคิดดูว่าผู้ใหญ่ได้ของเล่นแบบนั้นมันจะสุขไหม ได้ของเล่นดีมากเลยนะ ดีมากแพงมาก หายากมาก มันจะสุขไหม ตุ๊กตาแพง ๆ ได้มา มันจะสุขไหม … เอามาทำไม ไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นสุขหรอก ส่วนใหญ่ก็น่าจะเข้าใจได้แบบนี้ ยกเว้นพวกติดของเล่นไม่เลิก

เรื่องคู่ก็เหมือนกัน คนที่เขาโตแล้ว มีปัญญาแล้ว เขาก็ไม่ไปเป็นสุขกับของที่มันไม่สามารถสร้างสุขได้จริงหรอก เวลาคนหลงอะไรมันก็เป็นสุขกับสิ่งนั้น เหมือนเด็กเล่นของเล่น เขาหลง เขาชอบ เขาก็สุข คู่ก็เหมือนกัน คนหลง คนชอบ แม้ได้คู่ไม่ดีมาเขาก็เป็นสุข ไม่ต้องไปพูดถึงคู่ดีเลย ทุกวันนี้คู่ร้าย ๆ เขาก็ยังยินดีคบหากัน ใช่ว่าร้ายแล้วเขาจะเลิกกันซะที่ไหน

ถ้ามีใครมาถามมีคู่ดี สุขกว่าเป็นโสด จริงไหม? มันก็ตอบได้ทั้งสองมุมนั่น มุมโลกีย์ หรือมุมที่ยังหลงสุข ยังโง่อยู่ เขาก็เป็นสุขของเขาแบบนั้น

แต่ถ้าตอบมุมโลกุตระ ก็ตอบได้ง่าย ๆ คือ ไม่จริง เพราะบัณฑิต(ผู้ปฏิบัติสู่การพ้นทุกข์) เขาประพฤติตนเป็นโสดกัน ไม่แส่หา ไม่ป้อล้อ ไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับคนอื่นโดยเฉพาะเรื่องชู้สาว ไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยนให้มันปวดหัวหรอก เพราะมันเป็นทุกข์ยังไงล่ะ ส่วนสุขน่ะหรอ ไม่มีจริงอยู่แล้ว ไอ้ที่เขาสุข ๆ นั่นกิเลสเขายึดเขาปั้นเขาเสพของเขาเอง แล้วเขาก็หลงของเขานั่นแหละ

ผมเห็นเขาไปถามในเว็บบอร์ด ว่าโสดหรือมีคู่สุขกว่ากัน ดูแล้วก็เห็นใจ เพราะส่วนใหญ่ก็เรียกว่า ชุ่มไปด้วยกามกันทั้งนั้น สุดท้ายถ้าไม่มีของเก่าจริง ๆ ก็จะโดนโน้มน้าวไปทางโลกีย์วิสัย คือไปหาสิ่งที่โลกเข้าใจว่าดีมาเสพ

ใครจะลองศึกษาเทียบดูก็ได้ ให้มาเปรียบเทียบกันเลย เอาสิ่งที่ว่าสุขมาจดไว้ทุกวัน เล่าความสุขของการมีคู่ดีให้ได้ทุกวันนะ เอาแค่ความสุขนะ ยังไม่ต้องเขียนทุกข์ เดี๋ยวกระดาษจะไม่พอ

เอาให้ได้ทุกวันนะ เพราะผมเป็นโสดนี่เป็นสุขทุกวัน เพราะไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องหวัง ไม่ต้องระวัง กังวล ระแวง หวั่นไหวเพราะมีคู่ยังไงล่ะ สรุปมันสุขเพราะไม่ต้องมีคู่นี่แหละ

จะได้ศึกษากันไปชัด ๆ ว่าตกลงว่ามีคู่ดีมันสุขกว่าที่เข้าใจจริงไหม

อาการดูดดึง (เรื่องความรัก)

March 13, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 287 views 0

ก็มีคนเขามาเล่าว่า เจอคนที่มีอาการดูดดึง แต่จากที่เล่า เขาก็ไม่ชัดในอาการของตนเองสักเท่าไหร่นัก ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดได้กับผู้ประพฤติตนเป็นโสดมือใหม่ทุกคน

เมื่อเราตั้งใจแล้วว่าจะเป็นโสด ก็เหมือนเริ่มเกมตำรวจจับผู้ร้าย ทีนี้เราก็ต้องจับโจรให้ได้ จะจับได้ก็ต้องใช้สติ เพราะโจรมันทั้งไว ทั้งพรางตัว ถ้าสติเราไม่แกร่ง ไม่แม่น เราจะจับโจรหรืออาการเหล่านั้นได้ไม่ชัด

จะย่อสติปัฏฐาน 4 ที่เป็นเครื่องมือปฏฺิบัติในการตรวจจับกิเลสสั้น ๆ ให้พอเข้าใจกัน

กายในกาย – มีสติรู้อาการที่เปลี่ยนแปลงไป ที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น หัวใจเต้นแรง , หันไปมองบ่อย , ประหม่า ฯลฯ

เวทนาในเวทนา – มีสติจับอาการสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ที่เกิดขึ้น มันจะมีไป 3 ทาง ถ้าเราเจอคนที่ชอบ มันก็จะสุข ก็ต้องจับทางให้ได้

จิตในจิต – มีสติจับตัวตนของกิเลส ว่าที่เกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์นั้น ๆ เกิดเพราะเรามีความเห็นอย่างไร เราเห็นผิดอย่างไร (มิจฉาทิฏฐิ) ประเด็นไหน มุมไหน

ธรรมในธรรม – มีสติรู้ว่าจะต้องใช้ธรรมหมวดไหน ข้อไหน ประโยคไหน มาแก้สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น เมื่อเห็นว่าคนคนนั้นดี เป็นของน่าได้น่ามี เราก็ใช้ธรรมของพระพุทธเจ้าว่า เป็นลาภเลว ไม่น่าได้ ไม่พาพ้นทุกข์ ไม่ประเสริฐ เป็นต้น

ธรรมในธรรมนี้จะเป็นลักษณะของการสอนใจ หรือการดัดจริต จากมิจฉา(ผิด) ให้เป็นสัมมา(ถูก) ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีครูบาอาจารย์และมิตรดีสหายดีที่มีธรรมในเรื่องนั้น ๆ ช่วยเป็นมาตรฐาน หรือกรอบของความดีให้ปฏิบัติตามได้

… เมื่อเราจับอาการได้ บางครั้งเราอาจจะประมาณตัวเองไม่ถูก ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะแก้ไขเหตุการณ์ตรงหน้ายังไง ก็ให้ประเมินไว้ก่อนเลยว่า “สู้ไปก็แพ้แน่นอน” ดังนั้นการหนีจึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม

หนี แล้วห่างไว้ คือห่างจากสิ่งที่ทำให้ต้องกังวลและหวั่นไหว ในเมื่อเรายังไม่มีกำลังพอที่จะสู้กับโจทย์นั้น เราก็ควรจะเลี่ยงออกมาก่อน แล้วตั้งใจปฏิบัติธรรมในเรื่องที่พอจะทำไหว สะสมกำลัง สะสมชัยชนะไปเรื่อย ๆ จะแกร่งขึ้น อินทรีย์พละจะสูงขึ้นจากการล้างกิเลสได้เป็นเรื่อง ๆ โดยลำดับ

ถ้ากำลังสติแกร่ง ๆ จะจับอาการได้ก่อนที่คอจะหันไปมอง ก่อนจะกลอกลูกตาไปดู จะจับความรู้สึกอยากจะเสพในใจได้ รู้ว่าอยากเป็นสุข ได้มองแล้วจะเป็นสุข เพราะหลงใน ? ของเขา แล้วใช้ธรรมมากำราบความกำเริบของกิเลสได้ทันที สู้วนไปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตัดกำลังกิเลสไปเรื่อย ๆ เท่าที่จะทำได้ ความเด็ดขาดจะขึ้นอยู่กับปัญญา (ความรู้จริงในโทษภัยของกิเลส) ไม่ใช่ความรู้ (ความจำตามที่เรียนมา) บางทีรู้มากแต่รู้ไม่ทันกิเลสก็มี ถึงเวลาที่กระทบควักความรู้ออกมาแทบไม่ทัน เผลอ ๆ เจอเขายิ้มให้ ความรู้หล่นกระจายหมด สติแตกกระเจิง แพ้ไปได้อีก

สภาวะดูดดึง รู้สึกแปลก รู้สึกพิเศษเหล่านี้ จริง ๆ มันก็ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก รู้แค่ว่าให้ระวังไว้ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้กล่าวไว้ว่า “เจอปุ๊ปรักปั๊บนั่นแหละตัวเวร

คนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติ ไปล่อลวงใครมาก็หลายคนและซ้ำซากมาหลายต่อหลายชาติ ดังนั้น ถ้ามันจะมีสัญญาณว่า “เริ่มต้นยกที่ 1” มันก็ไม่แปลกอะไร อย่าไปให้ความสำคัญ มันเป็นเรื่องธรรมดา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อย่าไปติดในใจ อย่าไปยึดไว้ ปล่อยเขาไปตามเวรตามกรรมของเขา เหมือนที่โบราณเขาว่า ได้ยินเสียงเรียกอะไรกลางค่ำกลางคืน อยากไปทักกลับ อาการพวกนี้ก็เช่นกัน อย่าไปหาสาระอะไรกับมันมาก ไปสนใจ ไปใส่ใจ เดี๋ยวของจะเข้าตัว เดี๋ยวไปรับเขาเข้ามาในชีวิตแล้วมันจะยุ่ง

ถ้าเราไม่ชัดเจนว่าจะรับมือไหว ทำเฉย ๆ ห่าง ๆ ไว้จะดีกว่า ที่เหลือคือจะเผลอเอาตัวเองไปคลุกกับเขาเหมือนก่อนรึเปล่าเท่านั้นเอง ไปหลงงมงายอีกชาติรึเปล่า มันก็ต้องใช้ความอดทนเหมือนกัน เพราะบางคนเขาก็ตามจีบเป็นสิบ ๆ ปี การประพฤติตนเป็นโสดก็ยากตรงนี้แหละ ตรงที่เจ้ากรรมนายเวรเขาขยันมาคอยทวงหนี้บาปที่เราได้ก่อไว้

พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบ กามราคะเหมือนเป็นหนี้ ถ้าเรายังมีความอยากมีคู่ เราก็จะต้องจ่ายหนี้เรื่อยไป ไม่จบไม่สิ้น เพราะเราต้องเอาเขามาเป็นของเรา เอามาเสพ เป็นตัวเป็นตน เราก็ต้องจ่ายหนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกข์ไปเรื่อย ๆ เจ็บช้ำไปเรื่อย ๆ

ถ้าใครปลดหนี้ก้อน “คู่ครอง” ได้ ชีวิตก็สบายไปเยอะ จะเหลือหนี้ เหลือกามเรื่องอื่น ๆ มันจะเบาลงมา ก็ใช่ว่าไม่เป็นภัย เพียงแต่หนี้มันน้อยลง ก็จ่ายดอกเบาลง มันก็คล่องตัวขึ้น

ใครอยากมีชีวิตหนี้ จ่ายไม่จบไม่สิ้นก็ไม่ต้องปฏิบัติตนเป็นโสด ปล่อยไหลไปตามโลก ไปตามกิเลส เดี๋ยวก็มีเจ้าหนี้มาทวงในวันใดวันหนึ่งเอง แล้วเขาก็ไม่ได้ทวงอย่างสุภาพหรอกนะ เขาทวงกันอย่างมาเฟีย อย่างอันธพาล ไปดูเถอะ ความทุกข์ในชีวิตคู่หนักขนาดไหน เจ็บ แค้น อาฆาต ทำร้าย ฆ่ากันตาย ก็เริ่มต้นจากเหตุแห่งความหลงในรสรักทั้งสิ้น

ยอดนักรบ (ในเรื่องความรัก)

March 12, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 131 views 0

บทความก่อนหน้านี้ [กรณีศึกษา สารภาพบาป (เรื่องความรัก)] ได้ยกว่าคนที่พลาดไปหลงรักแล้วรอดมาได้ก็เหมือนนักรบที่เอาตัวรอดมาได้ แต่ก็มีบาดแผลหนัก

การแพ้มันก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าจะชนะกิเลสกันจริง ๆ มันก็ชนะกันได้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ นอกนั้นที่ว่าชนะโดยลำดับ ก็เหมือนกับหลบดาบของกิเลสได้บ้าง ฟันสวนกลับไปได้บ้าง แต่กิเลสก็ยังไม่ตาย

โดยปกติแล้ว เราจะต้องเริ่มจากโดนกิเลสยำ แล้วก็ฮึดสู้ขึ้นมาเรื่อย ๆ ไปฝึกวิชากับครูบาอาจารย์บ้าง เรียกเพื่อนมาช่วยบ้าง เราก็จะเริ่มต่อกรกับกิเลสได้มากขึ้นโดยลำดับ หลบหลีกได้ สวนกลับได้

แต่สภาพที่จะเอาชนะได้จริง ๆ นั้น ก็คือชนะแบบสะอาดหมดจดไร้บาดแผล (ใหม่) กิเลสลุกขึ้นมาได้ก็แทงซ้ำ แทงซ้ำ แทงซ้ำ จนมันพอนั่นแหละ

ถ้าจะเปรียบให้เป็นภาคปฏิบัติคือ เถียงไม่มีวันแพ้กิเลสในเรื่องความรัก (เป็นเรื่อง ๆ ตามที่ตนเองปฏิบัติได้) เอามารมาล่อลวงให้หลงรักมากขนาดไหน ตัวใหญ่แค่ไหน คือเอาคนมาหว่านล้อมขนาดไหน พูดจาน่าเชื่อถือแค่ไหน ก็เถียงไม่แพ้

ถ้าปัญญาเต็มรอบจะเถียงไม่มีแพ้ กิเลสจะงัดไม้ไหนมา ก็เถียงชนะกิเลสได้หมด รับได้ ตอบโต้กลับได้ แถมยังอัดกลับไปแรงกว่ากิเลสได้เลย เพราะธรรมะนี่ถ้าเต็มรอบก็ชนะแน่ ๆ อยู่แล้ว เถียงยังไงก็ชนะ (เฉพาะกิเลสตัวเองนะ กิเลสคนอื่นไปเถียงเขาไม่ชนะหรอก)

เหมือนกับประโยคของพระพุทธเจ้าที่ว่า “มาร เรารู้จักเธอแล้ว” มารได้ยินดังนั้นก็หายไปเลย มารก็คือกิเลสนั่นแหละ ความเห็นผิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกก็เช่นกัน

ถ้าเจอสัตบุรุษที่รู้แจ้งธรรมในหมวดนั้น ๆ ไปศึกษาเรียนรู้ฝึกฝนตาม ก็จะได้วิชา ได้วิทยายุทธ ที่เป็นเหตุให้รบชนะ (ถ้าหลงไปศึกษาจากคนไม่รู้จริง จะรบไม่มีวันชนะ)