Tag: อวดดี

ความเสแสร้งของคนพาล

February 26, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 86 views 0

ได้ดูคลิปของรายการหนึ่ง ที่ ceo ปลอมตัวไปศึกษาพนักงานนิสัยไม่ดีคนหนึ่ง ก็เป็นคลิปที่ทำให้เห็นตัวอย่างของความกร่างและความเสแสร้งได้ชัด (จะโพสไว้ในคอมเม้นให้ได้ดูกันก่อน)

คือคนนิสัยไม่ดีเนี่ย เวลาที่เขาทำไม่ดี เขาใช้อำนาจ เอาแต่ใจ ทำผิด ฯลฯ เขาไม่ค่อยบอกให้คนอื่นรู้หรอก เวลาเขาไปพบผู้บังคับบัญชาก็จะปิดบังข้อมูลจากปัญหาที่ตนก่อ ทำให้ผู้บังคับบัญชา หัวหน้า เจ้าของ ไม่ได้รับรู้ความจริง

ร้ายไปกว่านั้น คือถ้าคนพาลมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็เรียกได้ว่ามีอำนาจที่จะบิดเบือนข้อมูลข่าวสารได้มาก คือจะซ่อนปัญหาที่เกิดจากตัวเองไว้ แล้วก็รายงานเรื่องอื่น ๆ ให้ดูเป็นปัญหาใหญ่กว่าความเป็นจริง เป็นต้น

อย่างในเรื่องนี้ เจ้าของแฟรนไชส์สาขานี้ เขาก็ไม่ได้รู้ชัดเจนหรอกว่าผู้รับผิดชอบร้านเขาร้ายแค่ไหน แต่เขาคงพอได้ข้อมูลมาบ้างแหละ แค่ไม่ชัด ceo แฟรนไชส์นี้ก็เลยปลอมตัวไปสังเกตุการณ์ และพบว่าพนักงานคนที่ถูกชี้เป้านี้ ร้ายจริง ๆ ร้ายทั้งต่อพนักงานด้วยกันและร้ายต่อลูกค้า

เราจะได้เห็นตัวอย่างของความกร่าง อวดดี ถือดี ซึ่งส่วนมากก็แบบนี้แหละ อยู่มานาน สะสมอำนาจมานาน ใหญ่คับแผ่นดิน แต่พอโดนตรวจสอบเข้า โดนกล่าวหา ก็กลับกล่าวหาผู้ที่กล่าวหากลับ

ถ้าเราดูเฉพาะช่วงที่ ceo เอาข้อมูลมากล่าวหา ก็ดูจะเหมือนว่าไปรังแกพนักงานคนนี้ยังไงอย่างงั้น นี่คืออาการเสแสร้งแกล้งทำของคนพาล

บางคนอาจจะเคยมีประสบการณ์ คนพาลนี่เขาจะไม่ชอบให้ตรวจสอบ ไปชี้ประเด็นหรือไปทักอะไรเขา ถ้าเราไปทัก ไปถามอะไรที่เกี่ยวกับอำนาจ บารมี หรือการทำงานของเขา เขาจะย้อนกลับมาแรง ๆ จะกล่าวหากลับ เพื่อปกปิดข้อด้อยของตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีของคนพาลอย่างชัดเจน คือเมื่อถูกกล่าวหา ก็จะกล่าวหาโจทย์กลับ

เคสนี้ก็เหมือนกัน เขาก็จะโจมตีกลับ ให้เหมือนถูกกระทำ ให้เหมือนโดนเข้าใจผิด ใครไปเจอกับคนพาลนี่คงจะต้องปวดหัวกันเกือบทุกราย เพราะเขาจะไม่ตรงไปตรงมา เหมือนจะตรงแต่ก็ไม่ตรง เหมือนจะจริงใจแต่ก็ไม่จริงใจ ลึกลับ แอบซ่อน กลับกลอก น่าปวดหัวเป็นที่สุด ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปยุ่งมาก

ในเรื่องเขาก็ต้องลงทุนในการหาหลักฐานอ้างอิง ถึงขนาดปลอมตัวเข้าไป จึงจะเอาอยู่ ถ้าไม่มีหลักฐาน จะกล่าวหาไปก็จะกลายเป็นการประชันฝีปากกันเฉย ๆ

จะปราบคนพาลนี่ปราบไม่ง่าย ต้องใช้พลัง ใช้แรง ใช้คนจำนวนมาก ไม่เหมือนปราบบัณฑิต ถ้าคนนั้นมีความเห็นถูก เป็นคนดี ไม่เพ่งโทษ ตินิดเดียว เขาก็ปรับปรุงแล้ว หรือถึงไม่ปรับก็จะไม่มีอาการชังกระแทกกลับมาให้เสียบรรยากาศ

แต่ถ้าไปติเตียนคนพาล จะกลายเป็นเหมือนไฟลามทุ่ง กลายเป็นเขามองว่าเราเป็นศัตรู เขาจะตั้งแง่กับเรา จับผิดเรา จองเวรเรากลับ ถ้าไม่มีบารมีที่มากพอ อย่าคิดจะไปชนกับคนพาลเชียว นอกจากจะใจเสียแล้ว ยังเสี่ยงมารพจญแบบไม่รู้จบอีกด้วย

นั่นเพราะคนพาลมีการเพ่งโทษเป็นกำลัง ดังนั้นจะจัดการคนพาลไม่ต้องมากเรื่อง หาหลักฐานที่ชัด ๆ แล้วฟ้องผู้มีอำนาจ สืบสวน สรุปผล จบแล้วจับโยนออกไปเลยจะเป็นวิธีการที่ประหยัดเวลามากที่สุด เพราะปล่อยให้พูดกันเปล่า ๆ ก็จะแถ เสแสร้ง แกล้งทำกันไปเรื่อย พาลจะสับสนเปล่า ๆ

ดอกไม้กับความรัก

February 10, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 1,902 views 0

ดอกไม้กับความรัก

ดอกไม้กับความรัก

ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยที่ผมยังเป็นเด็กประถม เด็กน้อยคนหนึ่งที่ชอบปลูกต้นไม้….

หน้าบ้านของผมมีพื้นที่โล่งๆ เป็นทุ่งกว้างแต่ก็ไม่มีอะไรนอกจากกอหญ้าและวัชพืชทั้งหลาย พื้นที่ของมันกว้างขนาดมองทะลุไปอีกซอยได้เลยทีเดียว สำหรับเด็กคนหนึ่งนั่นคือสนามเด็กเล่นที่ใหญ่มาก

ผมใช้เวลากับทุ่งแห่งนั้นอยู่บ่อยครั้ง มีครั้งหนึ่งที่ผมไปเจอต้นไม้ต้นหนึ่ง หน้าตาไม่คุ้นสักเท่าไรนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจของมันคือดอก เป็นช่อที่มีลักษณะแปลกประหลาดกว่าต้นหญ้าและดอกไม้ทั่วไปที่ขึ้นอยู่แถวนั้น บนพื้นที่กว้างใหญ่แห่งนี้มีเพียงต้นนี้ต้นเดียว

เมื่อรู้สึกถูกอกถูกใจต้นไม้ที่มีดอกสวยแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็จึงเกิดความอยากได้ ผมจำได้ว่าสุดท้ายก็ไปขุดต้นไม้ต้นนั้นกลับมาใส่กระถางที่บ้าน ทั้งๆที่ระยะของต้นไม้กับบ้านห่างกันไม่ถึงร้อยเมตร

แม้ว่าจะเป็นเด็กแต่ผมก็เคยเห็นดอกไม้มามากมายจากหนังสือ แต่ในหนังสือกับความจริงไม่เหมือนกัน พอเราเจอสิ่งที่แตกต่าง ไม่ทั่วไป ดูโดดเด่น เราก็มักจะสนใจสิ่งนั้น

สุดท้ายต้นไม้ที่มีดอกแปลกใจถูกใจผมต้นนั้น ด้วยความที่ไม่รู้วิธีดูแลหรืออาจจะขุดมาแล้วต้นบอบช้ำ ต้นไม้ก็ค่อยๆเหี่ยว ร่วงโรยและตายจากไปในที่สุด แน่นอนว่าผมเสียใจที่ต้องเสียมันไป

….เป็นเรื่องง่ายๆที่เข้าใจได้ไม่ยาก ผู้ใหญ่ก็คงจะมองว่าเอามาทำไม ปล่อยมันโตอยู่แบบนั้นก็ได้ดูทุกวันแล้ว ทำไมต้องเอามาครอบครอง มันก็เป็นแค่ต้นไม้ต้นหนึ่งในทุ่งกว้างเท่านั้นเอง ถ้าไม่อยากได้ก็ไม่ต้องขุด ต้นไม้ก็ไม่ต้องตาย อาจจะเติบโตและแพร่พันธุ์มากขึ้นก็ได้ แต่สำหรับผมในตอนนั้นมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ต้นไม้ต้นนั้นเป็นความหวัง เป็นความสุข เป็นทุกอย่าง

….ความรักก็เช่นกัน

แม้ว่าคนอื่นจะมองว่าไม่น่าจะหลงและเมามายกับความรักได้ขนาดนี้แต่คนที่มีแต่ความอยากได้อยากครอบครองจนเต็มหัวใจ ต่อให้มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าเท่าไหร่ก็คงจะมองไม่เห็น หรือจะเรียกให้ถูกคือไม่อยากมอง อยากได้รักนั้นมาเก็บไว้กับตัวอย่างเดียว มองความรักเป็นเรื่องที่ต้องได้มา ต้องได้ครอบครอง ต้องได้เป็นเจ้าของโดยไม่สนใจผลจะเป็นอย่างไร ขอให้ได้พรากจากจุดที่เขาอยู่มาเป็นของเราก็พอ

ต้นไม้จะเติบโตและงดงามก็ต่อเมื่อมันอยู่ในจุดที่มันควรจะอยู่ คนก็เช่นกัน เขาหรือเธอจะสามารถแสดงคุณค่าและความหมายของชีวิตได้ก็ต่อเมื่อพบที่ที่ควรจะอยู่ สิ่งที่ควรจะทำ ซึ่งนั่นหมายถึงเขาจะต้องค้นหาความหมายเหล่านั้นด้วยตัวเอง มันไม่ได้หมายความว่าการที่เรามีสิ่งดี เป็นคนดี มีเงิน มีตำแหน่ง มีชื่อเสียง มีความรู้ มีธรรมะ แล้วจะสามารถนำใครเข้ามาในชีวิตได้เสมอไป

มันเหมือนกับที่ผมมั่นใจว่าจะดูแลต้นไม้ที่ขุดมาได้ ผมมีทั้งดิน ปุ๋ย น้ำ แสงแดด มีทุกอย่างที่คิดว่าจะทำให้มันเติบโตและงดงาม แต่ความจริงได้ทำลายความเชื่อของผมลงอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้จะโตและงดงามได้ก็ต่อเมื่อมีปัจจัยที่เหมาะสม ไม่ได้หมายความว่ามีมากจะดี แต่ต้องมีให้เหมาะสม

เช่นเดียวกับความรักความห่วงใย แม้ว่าเราจะมีสิ่งที่ดีมอบให้กับใครได้มากมายแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเหมาะสม เขาจะมีความสุข อบอุ่น สบายใจก็ต่อเมื่อได้รับสิ่งที่เหมาะสมเท่านั้น เราไม่มีวันประมาณให้สิ่งใดเหมาะสมกับคนอื่นได้ถูกต้องเสมอไป

แต่ด้วยความอวดเก่ง อวดดี ยึดดีถือดี ก็มักจะคิดว่าฉันนี่แหละจะสามารถดูแลเขาได้ ฉันนี่แหละจะสามารถทำให้เขามีความสุขได้ ฉันนี่แหละจะทำให้เขาเก่งและเจริญก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ได้ ฉันนี่แหละจะมาเป็นคนที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น … คนที่เห็นผิดจะมีความเข้าใจในแนวทางนี้

แท้จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องครอบครองใครเลย ไม่จำเป็นต้องนำใครเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของชีวิต เพราะเขาเหล่านั้นก็ดำเนินชีวิตไปอย่างดีที่สุดที่เขาควรจะเป็นแล้ว การพยายามฝืนให้ใครสักคนเข้ามาในชีวิตจะต้องพบกับทุกข์ ทุกข์ และทุกข์ที่ปนเปไปกับสุขลวงเล็กน้อยที่ทำให้เราเห็นว่าดี ได้รับแค่สุขน้อยทุกข์มาก สุขลวงทุกข์แท้

ถ้าเราไม่มีความอวดเก่งอวดดี ไม่ถือว่าเราเป็นคนสำคัญ เราก็คงจะไม่นำใครเข้ามาในชีวิต เราจะอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวว่าเราไม่สามารถเข้าไปทำให้ชีวิตของใครดีขึ้นได้จริงๆหรอก

เหมือนกับเรื่องของผมและต้นไม้ หากผมเองไม่มีความหลง ไม่มีความอวดเก่ง คิดไปเองว่าตัวเองจะดูแลต้นไม้ต้นนั้นได้ ก็คงจะระวังมากกว่านี้ คงไม่ไปขุดต้นไม้ต้นนั้นมาไว้ที่บ้านตัวเอง คงจะปล่อยต้นไม้ให้ออกดอกไปแบบนั้น คอยชมและดูแลมันอยู่ห่างๆตามที่มันควรจะเป็น ปุ๋ยที่เรามีก็สามารถเดินไปใส่ให้ต้นไม้ต้นนั้นได้ ใส่บนพื้นดินที่มันงอกอยู่ และเอาน้ำมารดบนพื้นดินที่ไม่ได้เป็นของเรา เพราะเราแค่เพียงอยากเห็นต้นไม้นั้นออกดอกงดงาม ไม่ได้อยากให้มันเป็นของเรา

ความรักก็เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในชีวิตใครเลย ถึงแม้เราจะรักและห่วงใยเขาแค่ไหน เราก็เพียงแค่คอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ คอยช่วยในแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่แบบที่เราอยากให้เป็น ดูแลและแนะนำในบริบทของเขา ในความเข้าใจแบบของเขา อย่าพยายามเอาความรักและความดีไปทำให้เขาเปลี่ยนไป ถ้าเขาจะเปลี่ยนแปลงเพราะเห็นสิ่งที่ดีในตัวเราเขาก็จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาเอง

ถ้าเขาเห็นว่าความคิดที่เขามี ชีวิตที่เขาเป็น หรือสิ่งที่เขาเชื่อมั่นนั้นไม่ได้ทำให้เขาเป็นสุขหรือทำให้ชีวิตดีขึ้น และเห็นว่าความรักความห่วงใยที่เรามอบให้นั้นเป็นสิ่งที่ดี เขาก็จะมารับจากเราเอง ถ้าเราคือที่ที่เขาจะสามารถเติบโตได้ดีที่สุด เขาก็จะมาเอง

แต่ถึงแม้ว่าเขาจะยินดีมารับความรักและความห่วงใยจากเรา ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรับเขาเข้ามาไว้ในชีวิต เพราะรู้ดีว่าเขาจะเติบโตขึ้นได้ก็เพราะตัวเขาเอง ไม่ใช่เพราะตัวเรา การเอาตัวเขามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราจะทำให้เขาไม่เติบโตตามที่เขาควรจะเป็น

ดังที่กล่าวมาทั้งหมด จึงให้ความหมายของความรักนั้นว่า การยินดีที่จะให้โดยที่ไม่ครอบครอง ให้แต่สิ่งที่ดีโดยที่ไม่หวังผล ยอมไม่เอาสิ่งใดกลับมา ยอมแม้แต่จะไม่ได้รับคำขอบคุณ ยอมแม้ว่าจะไม่มีใครเห็นคุณค่า ยอมแม้ว่าจะไม่มีเราอยู่ในความทรงจำของเขา ยอมแม้แต่จะไม่มีโอกาสได้ให้สิ่งดีๆเหล่านั้น

…..จนถึงตอนนี้ผมก็ไม่เคยเห็นต้นไม้ต้นนั้นอีกเลย มันกลายเป็นแค่อดีต กลายเป็นแค่ความทรงจำ ให้เราได้เรียนรู้ว่าเราไม่ควรจะหยิบฉวยสิ่งใดมาเป็นของตนเลย …ความรักก็เช่นกัน

– – – – – – – – – – – – – – –

9.2.2558

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ (Dinh Airawanwat)