Tag: มีคู่

จะหลีกเลี่ยงผู้ชายที่ไม่ดี ป้องกันไม่ให้เขาเข้ามาในชีวิตได้อย่างไร?

July 22, 2017 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 1,809 views 0

หลีกเลี่ยงผู้ชายที่ไม่ดี

คำถาม : จะหลีกเลี่ยงผู้ชายที่ไม่ดี ป้องกันไม่ให้เขาเข้ามาในชีวิตได้อย่างไร?

คำตอบ : ผู้ชายที่เข้ามาหวังจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว เข้ามาคบหาเป็นแฟน หวังจะเป็นคู่ชีวิต ไม่ดีทุกคนนั่นแหละ ถ้าจะป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้ามาในชีวิตก็ให้อยู่เป็นโสด

ขยายคำตอบ : ผู้ชายดีที่จะพาไปสู่ความผาสุก ผู้ชายที่ไม่ดีจะพาไปสู่ความเป็นทุกข์ ตามหลักศาสนาพุทธ การเข้าไปรักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีคู่ การแต่งงาน ไม่ใช่เรื่องน่าสรรเสริญของบัณฑิต เพราะการที่ใครคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตแล้วพาให้เกิดความรัก นั้นก็ว่าเป็นทุกข์แล้ว ยังไม่รวมสิ่งที่พากันหลงมัวเมาทำสิ่งที่เบียดเบียน ทำสิ่งที่ไร้สาระ ทำสิ่งที่ชั่วกันโดยไม่รู้ตัวอีกมากมาย

กิเลสจะหลอกให้เราเห็นว่าสิ่งที่เราหรือเขาทำนั้น เกิดผลเป็นสุขในเบื้องต้น และหลอกเราว่าสิ่งชั่วที่เราทำนั้นเป็นสุขตลอดไปตราบเท่าที่เรายังไม่มีปัญญา แต่เมื่อเราได้เห็นทุกข์จนเกินจน เราจึงจะสามารถเห็นธรรมได้ชัดขึ้นเช่น คนที่เคยรักกันเปลี่ยนไปจากเดิม คนที่เคยรักกันนอกใจกัน คนที่เคยรักกันทำร้ายกัน คนที่เคยรักกันฆ่ากัน ฯลฯ เราก็จะเห็นความจริงได้เองว่า แท้จริงแล้ว เขาเป็นสิ่งที่สร้างทุกข์ให้กับเรา ทีนี้หลายคนผูกพันไปแล้วมันออกไม่ได้ บางคนมีลูกเป็นบ่วงเวรบ่วงกรรมยิ่งแล้วใหญ่ ก็ทั้งรักทั้งเกลียดต้องทนอยู่ในสภาพทุกข์ที่ต้องยอมจำนน

การที่เราจะหวังว่าจะคัดผู้ชายที่ดีที่สุดไม่ทำให้เราทุกข์ เข้ามาเป็นคู่ชีวิตนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ แม้ว่าเราจะพยายามหลอกตัวเองว่าที่เราเลือก จะเป็นทุกข์น้อย เป็นสุขมากกว่า มันก็ไม่ใช่ เพราะความจริงแล้วเมื่อเทียบทุกข์น้อยกับไม่ทุกข์เลย ความไม่ทุกข์ย่อมเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีกว่า นั่นหมายถึงอยู่เป็นโสดจะไม่ต้องทุกข์เพราะคู่ที่ไม่ดีเลย

แต่ถึงกระนั้นก็ยากที่คนจะยอมทิ้งสุขลวงที่โลกหลอก เพราะตนเองหลงสุขในการมีคู่ จึงอยากได้คู่มาบำเรอตนในมุมต่าง ๆ ที่ตนเองหลงติดหลงยึด และหลงว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นโทษน้อย เป็นคุณประโยชน์มาก ซึ่งการอยากมีคู่นี้เองคือสภาพของการเห็นกงจักรเป็นดอกบัวโดยสมบูรณ์ คือเห็นสิ่งที่เป็นโทษภัยเป็นประโยชน์สุข เห็นสิ่งที่ไร้สาระเป็นสาระ เป็นความกลับหัวกลับหางในความถูกต้อง หรือที่เรียกว่ามิจฉาทิฎฐิ

ดังนั้นเมื่อเรายังเห็นผิดว่าการมีคู่นั้นดี เห็นว่าเป็นประโยชน์อยู่ เราก็จะแสวงหาสิ่งนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งดึงใครสักคนเข้ามาในชีวิต นั่นคือเราเลือกเราว่าจะให้เขาคนนั้นเข้ามาทำร้ายเรา เข้ามาทำให้เรารักเราหลงจนงมงาย ให้เราเป็นทุกข์แสนสาหัสเพราะคนคนนั้น จึงสรุปได้ว่า ถ้าเราอยากจะพ้นไปจากคนไม่ดีที่จะเข้ามาเป็นคู่ เราก็จะต้องทำลายความอยากมีคู่ ซึ่งเป็นพลังหลักที่ผลักดันให้เราไปมีคู่นั่นเอง

22.7.2560

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

ไตรลักษณ์กับการครองคู่

October 29, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 1,148 views 0

ไตรลักษณ์กับการครองคู่

ไตรลักษณ์กับการครองคู่

ไตรลักษณ์ คือสามัญลักษณะของสิ่งต่างๆ หมายถึงสิ่งเหล่านั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน การเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในลักษณะสามอย่างนี้จะทำให้เราพ้นทุกข์ ในบทความนี้ก็จะนำมาประยุกต์กับเรื่องการครองคู่กัน

ไตรลักษณ์นั้นเป็นสิ่งที่รู้ ท่อง จำกันได้โดยทั่วไป แต่การจะเข้าใจจนกระทั่งเข้าถึงธรรมนั้นจริงๆไม่ใช่เรื่องง่าย แม้เราจะท่องได้ เข้าใจได้ แต่เข้าไม่ถึงธรรมนั้น ไม่รู้แจ้งรู้จริงความเป็นธรรมดาของสิ่งเหล่านั้น ก็ไม่มีวันที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ไปได้

ไม่เที่ยง (อนิจจัง): สิ่งใดๆล้วนไม่เที่ยง การครองคู่ก็เช่นกัน แม้มันจะเห็นเป็นสภาพคู่ แต่มันก็สามารถแปรเป็นอื่นได้ทุกขณะ วิบากกรรมคืออจินไตย เราไม่สามารถคาดเดา หรือคิดคำนวณได้ว่าสิ่งใดจะเกิดกับเราเมื่อไหร่และอย่างไร นั่นหมายถึงกรรมดีที่พยายามทำลงไปแม้มันจะเป็นสิ่งที่ดีที่ควร แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตคู่มีความเที่ยงแท้ได้เลย มันมีการแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ เกิดขึ้นแล้วก็หายไป เหมือนฟองคลื่น เหมือนพยับแดด ดังนั้นคนที่เข้าใจความจริงในข้อนี้จะไม่ยินดีเข้าไปครองคู่ เพราะไม่รู้จะเข้าไปยึดเอาสิ่งที่ไม่เที่ยงไปทำไมให้เสียเวลา

เป็นทุกข์ (ทุกขัง) : สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีแต่ทุกข์ ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป การครองคู่ก็เช่นกัน แท้จริงแล้วในการคู่กันนั้นมีแต่ทุกข์ล้วนๆ พากันสร้างบาป เวรภัย เป็นบ่วงของกันและกัน ไม่มีความสุขอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว คนที่ยังมองเห็นว่ามีสุขด้วยทุกข์ด้วย คือคนที่ยังไม่ชัดเจนในธรรม ยังเห็นอธรรมว่าเป็นธรรมอยู่ เหตุเพราะมีอุปาทานยึดมั่นและเข้าใจไปเองว่าสิ่งนั้นเป็นสุข ซึ่งในความจริงแล้วมันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ดังนั้นคนที่เข้าใจในลักษณะข้อนี้ จะไม่ยินดีเข้าไปครองคู่ เพราะรู้แน่ชัดแล้วว่ามีแต่ทุกข์ เหมือนรู้ว่าเขาจะเอายาพิษมาให้ กินแล้วทุกข์ทรมาน กินแล้วตาย ต่อให้มีรสหวานยังไงก็จะไม่กิน

ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา): สิ่งทั้งหลายล้วนไม่มีตัวตน การครองคู่ก็เช่นกัน ความเห็นผิดของเรานั้นจะสร้างตัวตน(อัตตา) ขึ้นมาเอง ปั้นภาพปั้นภพขึ้นมาหลอกตัวเองและหลอกคนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างสิ่งที่ไม่มีตัวตนแล้วหลงกันไปว่าเป็นตัวตน เป็นสิ่งที่น่าใคร่น่าเสพ ควรมี เป็นศักดิ์ศรี เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดาของมนุษย์ การครองคู่นั้นแท้จริงแล้วไม่ได้ประเสริฐอะไรเลย เพราะการครองคู่มีมาตั้งแต่สมัยยังเป็นสัตว์เดรัจฉานตั้งแต่หนอน แมลง จนถึงสัตว์ใหญ่ๆ แต่การไม่ครองคู่ต่างหากที่เป็นสิ่งประเสริฐ สิ่งที่เหนือธรรมชาติ สิ่งที่ทำได้ยาก สิ่งที่ไม่อยู่ในวิสัยของโลก ซึ่งคนที่หลงว่าการครองคู่เป็นอัตตาจะไม่สามารถสลัดความหลงที่มีในตนได้ เพราะหลอกจิตตัวเองมาแล้วไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ หลงกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสพแล้วก็มัวเมา สั่งสมอุปาทาน เกิดเป็นภพ ชาติ สืบไป ดังนั้นผู้ที่เข้าใจลักษณะของอนัตตาจะไม่เข้าไปครองคู่ เพราะไม่เห็นว่ามันจะเป็นสาระใดๆที่สำคัญในชีวิตที่จะดำเนินไปสู่การพ้นทุกข์นี้เลย

. . . สรุปแล้ว คนที่เข้าใจแจ่มแจ้งในไตรลักษณ์นั้นจะหมดสิ้นความไม่แน่นอน จะมีแต่ความเห็นที่แน่นอน ไม่ใช่คนกำกวม เช่นว่า“ไม่มีคู่ก็ดี มีคู่ก็ได้ ,ยังไงก็ได้, แล้วแต่กรรมลิขิต, ฯลฯ

จะเหลือแค่คำตอบเดียว คือถ้ามีปัญญารู้ว่าสิ่งนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนแล้วนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไปครอบครองให้มันลำบากทำไม ส่วนจะต้องไปครองคู่เพราะสังคมบังคับ เช่นถูก คลุมถุงชน หรือโดนบีบคั้นด้วยตำแหน่งหน้าที่ หรืออยู่ในภาวะจำยอมต่างๆนั้นก็เป็นอีกเรื่อง

– – – – – – – – – – – – – – –

8.10.2558

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ (Dinh Airawanwat)

 

เรื่องโสดหรือมีคู่ดีกว่า

September 30, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 798 views 0

เรื่องโสดหรือมีคู่ดีกว่า นี่ผมไม่เถียงเอาชนะใครนะ แล้วแต่จะเลือกเลย

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ผู้ตั้งใจประพฤติตนเป็นคนโสด เขารู้กันว่าเป็นบัณฑิต, ส่วนคนโง่ฝักใฝ่ในเมถุน ย่อมเศร้าหมอง

คำว่า “เมถุน” นี่ไม่ได้หมายความแค่เรื่องสมสู่นะ แต่มันคือเมถุนสังโยชย์ ๗ คือกิเลสที่ผูกคนไว้กับการมีคู่ มีตั้งแต่การยินดีเมื่อได้สัมผัส ได้หยอกล้อ ได้มองตา ได้ฟังเสียง ได้นึกถึง ได้เห็นหน้า ได้บำเรอสุขตนเองด้วยภพของคนดี

….ผมก็เข้าใจ มันหลุดกันไม่ได้ง่ายหรอก แถมคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ากำลังหลงในอะไร เรื่องจะมาหลุดพ้นคงไม่ต้องพูดกัน ดังนั้นใครจะยินดีมีคู่ มันก็เป็นธรรมดาของเขา

เบื่อผัว เบื่อเมีย : ปัญหาโลกแตกของคนคู่ เบื่อผัว เบื่อเมีย แต่ไม่เคยเบื่อการมีคู่

August 8, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 2,842 views 0

เบื่อผัว เบื่อเมีย : ปัญหาโลกแตกของคนคู่ เบื่อผัว เบื่อเมีย แต่ไม่เคยเบื่อการมีคู่

เบื่อผัว เบื่อเมีย : ปัญหาโลกแตกของคนคู่ เบื่อผัว เบื่อเมีย แต่ไม่เคยเบื่อการมีคู่

เรามักจะได้ยินคำว่า “คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า” ในที่นี้หมายถึงเรื่อง “การแต่งงาน” สื่อถึงสภาพของคู่เคยรัก ที่ไม่อยากจะใช้ชีวิตร่วมกันอีกต่อไป กับคนที่หลงว่าการแต่งงานนั้นเป็นสุข

จากกรณีศึกษาในกระทู้ “เบื่อผัว (http://pantip.com/topic/34020591)” และ “เบื่อเมีย (http://pantip.com/topic/34018249)” จะทำให้เราค้นพบความหมายของคำว่า “คนในอยากออก” ในมุมที่ลึกซึ้งขึ้น เพราะเต็มไปด้วยประสบการณ์ของผู้คนที่เพิ่งตาสว่างจากการหลงผิด เข้ามาแบ่งปันประสบการณ์ความเจ็บช้ำแก่กันและกัน

ถ้าเราอยากมีคู่ เราก็จะแสวงหาหนทางในการมีคู่ พยายามสร้างบทบาท พยายามทักทาย พยายามเรียกร้องความสนใจ ใช้มารยาล่อหลอกสารพัด ให้คนที่เราคาดหวังว่า…ถ้าเราได้เขามาเป็นคู่แล้วเราจะเป็นสุข ให้เขาหลงกลเรา ซึ่งมันก็มีทั้งกลยุทธ์เชิงรุกและเชิงรับ แต่ผลก็เหมือนๆกัน คือหาเหยื่อมาบำเรอกิเลสตน

พอได้คู่มาครอง คบหากัน เป็นแฟนกันแล้วเสพสุขกันไป บำเรอกิเลสกันไป ทีนี้กิเลสมันไม่พอนะ มันเสพไม่เคยอิ่ม มันอยากลิ้มรสสุขที่มากกว่า ได้ยินเขาว่ากันว่าแต่งงานมันเป็นสุข จิตมันเลยเกิดความโลภ มันไม่พอใจแค่ได้คบหาได้เป็นแฟนกัน มันจะเอาอีก มันอยากได้อีก มันอยากเสพรสที่สุขยิ่งกว่านี้อีก มันไม่ยอมหยุดแค่นี้หรอก ที่ว่ามาทั้งหมดนี่พลังกิเลสล้วนๆเลย กิเลสมันหลอกเราให้หลงสุขทั้งนั้นเลย บังคับใจเรา บังคับคำพูดเรา บังคับร่างกายเรา แถมเราก็ยังยอมให้มันบงการชีวิตเราด้วย

คนที่หลงในความรักจนพร้อมจะแต่งงาน เรื่องก็ธรรมะมักจะไม่เข้าหูแล้ว กิเลสมันปิดหูหมด ใครเขาว่ามันทุกข์อย่างไร แต่งงานไม่ดีอย่างไร เขาไม่รับรู้หรอก เพราะจิตมันโดนกิเลสหลอกไปแล้ว โดนลากให้หลงทางไปแล้วจะฟังก็แต่อธรรมที่สนับสนุนข้อดีในเรื่องคู่

ทีนี้พอได้แต่งงานแล้วยังไง ทั้งสองคนก็เป็นคนมีกิเลสเหมือนกัน อยากได้รสสุขเหมือนกัน อยากให้อีกฝ่ายมาบำเรอตนเองยิ่งกว่าก่อนแต่งงาน เพราะหมายมั่นว่าแต่งงานแล้วมันจะต้องสุขกว่านี้ ต้องเลิศกว่านี้ ต้องดีกว่านี้ จึงเข้าไปยึดมั่นถือมั่นอีกฝ่ายเป็นผัวเป็นเมียโดยไม่ลังเล ยอมทุกอย่างขอแค่ให้ได้เสพสุขที่ยิ่งกว่า

แล้วสุดท้ายก็ไปงงกันเองว่า “อ้าว! มันไม่ใช่อย่างที่หวังไว้นี่” ตั้งความคาดหวังกันไปเอง แล้วก็อกหักอกพังกันไปเอง คือไปหวังว่ามันจะต้องได้รับสุขที่เลิศกว่าตอนเป็นแฟนกัน แต่ที่ไหนได้ ต่างคนก็ต่างรอเสพ พอมีแต่คนรอเสพมันก็ไม่มีคนคอยเสริฟ พอคนหนึ่งเสียสละบำเรอให้อีกคน ก็มักจะเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะตนตั้งเป้าหมายว่าจะได้รับการบำเรอ ไม่ใช่ต้องมาบำเรอคนอื่น มันก็จะเริ่มสะสมเชื้อทุกข์กันตรงนี้ ซึ่งก็จะค่อยๆสร้างปมและเงื่อนไขแห่งความทุกข์ขึ้นไปเรื่อยๆจนเกิดสภาพของ “คนในอยากออก” เพราะไม่ได้เสพสมใจตามที่ตนได้คาดหวังไว้

แต่ถ้าใครมีศักยภาพในการสนองกิเลสกันได้จริงๆเช่นมีลาภ ยศ สรรเสริญเยอะก็สามารถบำเรอกันไปจนกว่าจะหมด คนที่มีทุนทรัพย์เยอะเขาก็สร้างสุขได้จริง แต่สุขนั้นเป็นสุขที่ลวงจริงๆคือลวงให้คนหลงติดในความเป็นเทวดา ติดสุขบนสวรรค์ ได้เสพสุขอยู่ในภพที่มีคนมาบำเรอให้ สุดท้ายวันใดวันหนึ่งหมดรอบกุศล หยอดเหรียญเพิ่มไม่ทัน ก็เหมือนกับนางฟ้าที่ถูกถีบตกสวรรค์ ซึ่งมีกรณีศึกษาให้เห็นในสังคมกันมามากแล้ว แบบที่ว่ารักกันบำเรอกันอยู่ดีๆ สุดท้ายโดนเฉดหัวออกมาจากความเป็นคู่ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

แต่คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้มีศักยภาพในการสนองกิเลสกันขนาดนั้น ก็มักจะต้องฝันค้าง หรือตกสวรรค์กันในเวลาไม่นานนักซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีจะได้เห็นทุกข์แล้วหันมาศึกษาธรรมะกัน

ทีนี้แม้ว่าจะจบความสัมพันธ์กันไปแต่กิเลสมันไม่ตายตามไปนะ มันยังหลงสุขในการมีคู่อยู่ แต่มันก็จะระวังขึ้น ระแวงขึ้น คือจะมีข้อแม้ในการได้เสพมากขึ้น เช่นคบคนแรกด้วยเหตุที่หลงรัก พอคบไปคบมาไม่มีเงิน ไม่ได้กินไม่ได้เที่ยวสมใจ ทรมานเพราะความอยากแต่ไม่ได้สมอยาก พอเลิกกันไปก็ตั้งความหวังว่าถ้าเจอคนใหม่จะต้องดีกว่าคนเก่า จะต้องมีอย่างนั้นอย่างนี้ให้เสพเรียกว่าอยากเสพมากขึ้น กิเลสมากขึ้น

สรุปก็คือแม้จะเบื่อผัว เบื่อเมีย แต่คนก็ไม่หยุดหาผัว หาเมียกันหรอก เพราะเขามีกิเลสเป็นแรงผลักดัน ทำให้เกิดความอยาก มันมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ว่าถ้าได้มีคู่จะเป็นสุข หรือยึดมั่นว่าถ้าได้คู่ดีจะเป็นสุข ได้คู่ไม่ดีจะเป็นทุกข์ เมื่อมีความเห็นความเข้าใจอย่างนี้ การออกจากนรกคนคู่นั้นจึงเป็นไม่ได้เลย ถึงจะหลุดออกมาได้ แต่สักพักก็จะโดนกิเลสลากกลับไปลงนรกใหม่เช่นเคย

– – – – – – – – – – – – – – –

8.8.2558

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ (Dinh Airawanwat)