Tag: ผิดหวัง

ไม่รักคนอื่นแล้วไม่รักตัวเองล่ะ จะพ้นทุกข์ไหม?

February 8, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 92 views 0

มีคำถามในประเด็นของ “การไม่รักใครคือที่สุดของความสุข ไม่มีความเศร้า” ว่า มันต่างอย่างไรกับคนที่รักหรือไม่รักตัวเอง เขาน่าจะหมายความว่า “แล้วทีนี้คนไม่รักตัวเองจะพ้นทุกข์ไหม” ล่ะนะ ก็เดา ๆ เอา

คำของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ผู้ใดไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักในโลกไหนๆ ผู้นั้นเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความโศก

คำว่า อันเป็นที่รักนั้น คือสภาพของอุปาทาน เป็นความยึดมั่นถือมั่น สำคัญมั่นหมายว่านี่คือฉัน นี่ของฉัน เพราะหลงว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นประโยชน์แท้

ถ้าเรายึดไปว่าสัตว์ เช่นสัตว์เลี้ยงจะเชื่องกับเราตลอด แล้ววันหนึ่งเขากัดเรา เราก็เจ็บ และเราก็ยังจะต้องเป็นทุกข์จากความผิดหวังอีกด้วย ถ้าเราไม่ยึดอะไร โดนกัดก็แค่เจ็บ แต่จะไม่ผิดหวัง เพราะไม่ได้ตั้งความหวัง

เช่นกันกับคนที่เรารัก ถ้าเราไปยึดว่าเขาจะดีกับเราตลอด แล้ววันหนึ่งมันมีเหตุปัจจัยให้เขาฉุนเฉียวใส่เรา เราก็จะผิดหวัง เศร้าหมอง เพราะเราไปยึดว่าเขาจะดีกับเราตลอด เราจะผิดหวัง เพราะเราไปตั้งความหวังไว้ผิด

เรื่องสังขารร่างกาย เช่น เราไปยึดว่าเรามีสุขภาพดี เราไม่เคยป่วย เรารักสังขารนี้ แต่พอวันหนึ่งมันป่วยขึ้นมา มันจะทุกข์มากกว่าที่ควรจะเป็นเพราะใจมันผิดหวัง มันไม่เป็นไปตามความยึดที่มี ใจมันก็ดิ้น ปฏิเสธความจริงในปัจจุบัน รำพึงรำพัน เช่นว่า เนี่ย เราไม่เคยป่วยเรา เราก็แข็งแรงมาตลอด ฯลฯ

เรื่องสังขารความคิดเช่น เรารักความเห็นนี้ของเรา เราชอบใจที่ว่าไม่กินเนื้อสัตว์นี่มันดี ไม่เบียดเบียนสัตว์ แต่พอมีคนมาพูดกระทบสิ่งที่เรารัก ทำให้สิ่งที่เรารักลดค่า โดนดูถูก เหยียดหยาม เหน็บแนม เราก็จะขุ่นเคืองใจ เพราะเราไม่อยากให้สิ่งที่เรารักเป็นอย่างอื่น อยากให้เราคิดแบบนั้น อยากให้คนอื่นเคารพในความคิดเรา อยากให้เขาคิดแบบเรา เราก็ทุกข์

ดังนั้นถ้าเราไปไม่ใส่ความรัก คือไม่ไปยึดสิ่งใดมาเป็นของตน ไม่พยายามทำให้สิ่งใดเป็นดั่งใจตน ไม่นิยมชมชอบสิ่งใดเป็นพิเศษ มันก็จะไม่ทุกข์ อันนี้อธิบายเหตุกันก่อน

ส่วนการที่ว่าคนไม่รักตนเองจะพ้นทุกข์ เป็นสุขไหม? อันนี้มันเป็นปัญหาของการสื่อภาษา จะอธิบายได้ทั้งสองแบบก็ได้ คือพ้นทุกข์กับไม่พ้นทุกข์

เช่น ถ้าไม่รักตนเอง ไม่หลงตน ไม่สำคัญตนในความเป็นตน ยังไงก็พ้นทุกข์ เป็นสุข คือสภาพของการสลายอัตตาทิ้ง จะเหลือแต่ปัญญา ก็ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์

หรือ ถ้าไม่รักตนเอง ทำแต่บาปและอกุศลกรรม ใช้ชีวิตเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น อันนี้มันก็มีแต่ทุกข์และนรกเป็นที่ไป

รักตัวเองก็เช่นกัน มันก็รักได้ทั้งแบบเพิ่มกิเลสและแบบลดกิเลส ถ้ารักให้ถูกต้องลดกิเลส ทำประโยชน์แก่ตน แต่คนทั่วไปเขาจะเข้าใจว่ารักตัวเอง คือการบำเรอตนเอง หาอาหารแพง ๆ อร่อย ๆ มาให้ตนเสพ พาตนเองไปเที่ยว ไปเสพสุขที่ต่าง ๆ อันนี้เขาก็เรียกว่ารักตนเอง

ภาษามันก็ดิ้นกันได้ มันต้องดูว่าเขามีเจตนาทางกาย วาจาใจอย่างไร ทำแล้วหมายให้เกิดอะไร แต่การจะไม่รักตัวเองให้ได้นั้น จะต้องเลิกรักสิ่งอื่น สัตว์อื่น คนอื่นให้ได้ก่อน เพราะตัวเรานี่เป็นสิ่งที่เรารักที่สุด มันต้องมีลำดับของการถอยออกมา คือเลิกรักสิ่งรอบตัวก่อน แล้วมันจะเหลือแต่ความรักตัว รักในความเห็นตัวเอง สุดท้ายจะไปติดแถว ๆ “มานะ” ซึ่งเป็นสังโยชน์เบื้องสูง นั่นคืออาการรักในความเห็นตน มันรัก มันยึด มันก็เลยไม่ไปไหน ไม่เจริญไปมากกว่านั้น

เกลียดความรัก

December 20, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 889 views 0

greasy cafe – สิ่งเหล่านี้

เกลียดความรัก…

เพลงนี้อธิบายสภาพของอัตตา รักดี เกลียดชั่วได้ดี เป็นมุมมองของคนที่ผิดหวังที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม

แต่เราต่างเกิดมา เพื่อให้คนคนหนึ่ง ทำร้ายและกลืนชีวิตเราไป” ท่อนนี้ของเพลงแสดงสภาพอกหักผิดหวัง มองโลกติดลบอย่างชัดเจน ซึ่งจริงๆแล้วเรานั่นแหละที่เกิดมาเพื่อทำร้ายและกลืนชีวิตตัวเองและผู้อื่นด้วยความอยากได้อยากมีของเรา พอไปมีแล้วไม่ดีดันไปโทษคนอื่นอีก โยนบาปไปเรื่อยเลย….

คนโสดแบบนี้มีเยอะ แต่ก็ไม่เรียกว่าโสดอย่างเป็นสุขหรอก เพราะจิตใจสุมไปด้วยไฟแค้น ความรังเกียจ อาการผลักต่างๆ กิเลสยังมีอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ แล้วยังมีความยึดดีเพิ่มด้วย สภาพจะออกมาดูแข็งๆ โสดแบบขุ่นๆ

แต่การจะออกจากการมีคู่แบบนี้ง่ายนะ ออกด้วยอัตตา เอาอัตตาไปล้างกามนี่แหละ แล้วค่อยล้างอัตตาอีกที จะมารักๆกันอยู่แล้วหลุดพ้นด้วยทุกข์นิดหน่อยนี่ไม่ง่าย สมัยนี้หายาก ยุคนี้มันต้องเจ็บกันแรงๆ โดนกันหนักๆ ถึงจะเข็ด

ยังหาเพลงสมัยนี้ที่ไม่รักไม่เกลียดไม่ได้สักที~

ปล่อย …แต่ไม่วาง

June 26, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 896 views 0

ปล่อย …แต่ไม่วาง

ได้ดูเนื้อหาของ MV นี้ เป็นเรื่องราวของภรรยาที่โดนยัดเยียดข้อเสนอในการหย่าให้ ในเรื่องที่นำเสนอนั้นเป็นสภาพที่ปล่อยได้ตามชื่อเพลง

ซึ่งในชีิวิตจริงก็มีหลายคนที่ “ปล่อย” ได้มาก การที่คนจะปล่อยสิ่งที่เคยรักและผูกพันมาได้นั้นต้องใช้ “อัตตา” หรือความยึดดีเข้ามาเป็นกำลัง ถ้าไม่ติดดี ถ้าไม่รักตัวเองมากพอ ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ก็จะไม่สามารถปล่อยได้

แม้ว่าจะสามารถปล่อยได้ จนต่อมากลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง มีความต้านทานกับความเจ็บช้ำ แต่ก็จะเกิดสภาพยึดดีตามไปด้วย

แต่ที่แย่ที่สุดคือ “กาม” ยังไม่ตาย ความอยากเสพรสสุขในการมีคู่นั้นอาจจะยังไม่ได้ถูกทำลายไป เราจึงมักจะเห็นคนที่เคยผิดหวังจากความรัก วนเวียนกลับไปมีความรักใหม่

สุดท้ายจึงวนเวียนชอบรักชังเกลียดกันอยู่แบบนี้ไม่จบไม่สิ้น ชาตินี้จบไป ชาติหน้าก็มาเล่นกันใหม่ เหมือนกับที่เป็นกันอยู่ในชาตินี้…

ทั้งรู้ก็รัก

January 1, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 3,883 views 0

ทั้งรู้ก็รัก

ทั้งรู้ก็รัก

…เพราะเหตุใด ผู้คนต่างยินดีที่จะมีความรัก แม้ว่าสุดท้ายจะต้องผิดหวัง

ความรักนั้นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก เป็นแรงผลักดันให้ชีวิตของเราเคลื่อนไหว หลายคนสามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับความรัก จนกระทั่งถึงขนาดที่ว่ายอมทิ้งชีวิตเพื่อบูชาความรักกันได้เลย

ความรักกับความหลงนั้นเป็นสิ่งที่แยกกันได้ยาก เพราะความหลงนั้นเองจะทำให้เข้าใจว่าสิ่งที่คิดและทำอยู่นั้นคือความรัก ความหลงจะครอบคลุมทุกอย่างไว้ ปิดบังความจริงไว้ เหมือนกับร่มที่กันฝน เมฆที่บังแดด เหมือนกะลาที่ครอบไว้

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงก็จะพาให้เราพบกับความจริงได้เสมอ ความจริงที่ว่าเราหลงไป ความจริงที่ว่ารักของเขา หรือแม้แต่รักของตัวเราเองก็ไม่ใช่ของจริง เป็นสิ่งลวง เป็นสิ่งเทียมความรักเท่านั้นเอง

ทำไมต้องผิดหวัง?

ไม่มีวันที่เราจะสมหวังและสามารถเสพสุขได้ตลอดไป เพราะสุขที่เราเสพนั้นมาจากกุศลที่เราเคยสร้าง มาจากความดีที่เราเคยทำไว้ และแน่นอนว่าเมื่อใช้สิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆมันก็จะมีวันหมด และนอกจากสุขจะมีวันหมดแล้ว ยังมีทุกข์อีกมากมายที่เกิดจากความไม่ดีหรือความชั่วที่เราเคยก่อไว้

ก่อนที่เราจะตกลงปลงใจกับใครสักคนหนึ่ง เราทำร้ายใจใครมามากเท่าไรแล้ว เราเคยทำให้พ่อแม่เสียใจกี่ครั้ง เราเคยดื้อเอาแต่ใจมากี่หน เราเคยหักอกใคร ทำร้ายใจใคร นินทา ใส่ร้ายป้ายสีใครบ้างไหม ถึงแม้ชาตินี้จะไม่เคยทำ แล้วเรามั่นใจได้อย่างไรว่าชาติก่อนจะไม่เคยทำ เพราะดีในชาตินี้ที่เราได้เสพก็มักจะไม่ได้มาเพราะเราทำดีแต่เป็นกุศลเก่าที่ติดมา ใครกันที่อยู่ๆจะมีคนดีเข้ามาในชีวิต ถ้าไม่เคยทำดีร่วมกันไว้ไม่มีทางได้พบเจอสิ่งที่ดีหรอก

แน่นอนว่ามีสิ่งที่ดีก็ต้องมีสิ่งที่ชั่วด้วย โลกธรรมมันเป็นแบบนี้ มันมีสุขมีทุกข์อยู่คู่กันเสมอ ตราบเท่าที่ยังคงยินดีในโลก ในความสุขแบบโลกๆ ก็ต้องรอรับกรรมชั่วที่จะดลบันดาลความผิดหวังในวันใดก็วันหนึ่ง ในชาติใดก็ชาติหนึ่ง ด้วยลักษณะเหตุการณ์ ลีลาท่าทางอย่างใดอย่างหนึ่ง

เพราะการวนเวียนอยู่ในโลกนี้เอง จึงต้องพบกับการผิดหวังและสมหวังเป็นเรื่องธรรมดา แม้วันนี้จะสมหวังและดูเหมือนว่าจะมีแต่ความสุข แต่นั่นหมายความว่าเรากำลังจะเสพสุขให้หมดไปและเปิดทางให้ทุกข์ที่ต่อแถวรอได้เข้ามาหาเราไวขึ้น จึงเป็นเหตุให้ชีวิตต้องพบกับความผิดหวังเช่นนี้ตลอดไป

ทั้งรู้ว่าสุดท้ายต้องทุกข์แต่ทำไมยังรัก?

การมีความรักแบบคู่ครอง ไม่มีวันหนีความทุกข์พ้น ไม่ว่าคู่ครองจะดีแสนดีแค่ไหน มีศีลธรรม รับผิดชอบครอบครัว นำพาชีวิตให้มีความสุขความเจริญ แต่สุดท้ายก็ต้องทุกข์เพราะถูกพรากจากกันด้วยความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ดี ดังนั้นยิ่งรักก็ยิ่งทุกข์

แต่ความจริงแล้วการจะหาคู่รักที่ดีแสนดีเหล่านั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ คนที่ดีมีความรับผิดชอบ มีศีลธรรม ไม่ส่งเสริมกิเลสแก่กันและกัน ที่จะไม่พาตกต่ำนั้น เป็นลักษณะของคนที่หาได้ยากยิ่งในโลก นั่นหมายถึงที่หากันได้อยู่ในทุกวันนี้ก็ไม่ได้ดีสักเท่าไร แต่ถึงแม้จะไม่ได้ดีพร้อมก็ขอให้เป็นสิ่งที่ตัวเองยินดีพอใจก็พอแล้ว ก็ยังยินดีแม้จะต้องทนทุกข์มากก็ตาม

การที่เรายังยินดีที่จะร่วมสุขร่วมทุกข์นั้น สาเหตุที่แท้จริงคือ “ไม่รู้” เกี่ยวกับสุขและทุกข์นั้น เรามักจะมอง เข้าใจ และมั่นใจว่าฉันยินดีจะร่วมชีวิต ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับคู่ครองคนนี้ เป็นบรรยากาศที่เห็นได้ทั่วไปตามงานแต่งงาน วันแต่งงานนี่มันก็ดูดีใช่ไหม เหมือนเจ้าหญิงเจ้าชาย จากคนที่ไม่มีใครสนใจก็ได้ขึ้นเวทีแต่งชุดสวย ได้พูดจาคมๆ ซึ้งๆ มันดูดีใช่ไหม แต่แล้วยังไง เวลาผ่านไปมีสักกี่คู่ที่ยังสามารถคงสภาพความรักให้เที่ยงแท้ ดังที่ตนเองเคยคิดว่าตนมีรักแท้ได้

นั่นเพราะว่าความจริงมันทุกข์มากกว่าสุข ในตอนแรกก่อนที่เราจะครองคู่ ไม่ว่าจะเป็นแฟน หรือแต่งงานเป็นสามีภรรยา เราก็คิดว่า ถ้าเรามีคู่มันจะต้องสุขมากกว่าทุกข์แน่นอน ได้มีคนดูแล เทคแคร์ เอาใจ คุยกัน แบ่งปัน แลกเปลี่ยนกัน บำรุงบำเรอกิเลส สมสู่กันและกัน มันจะต้องเป็นสุขแน่นอน ความเห็นผิดมันเริ่มตรงนี้ เพราะไม่รู้ความจริงในเรื่องโลก ไม่แม่นยำในเรื่องกรรม ไม่รู้จักกิเลส ก็เลยทำให้ปักใจเชื่อว่ามันจะสุขมากกว่าทุกข์

พอเชื่อว่าสุขมากกว่าทุกข์ก็เลยยินดี ตกลงปลงใจคบหาหรือแต่งงานกันเพราะหวังลึกๆในใจว่ามันจะสุขมากกว่าทุกข์นั่นเอง ปัจจัยที่ทำให้เกิดสุขก็คือกิเลส ปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ก็คือกิเลส กิเลสนั้นจะบันดาลทั้งสุขและทุกข์ให้ แต่สุขที่ได้รับจากกิเลสนั้นเราเรียกว่าสุขลวง เป็นสุขที่เสพไม่นานก็จางหาย ยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพเช่นการที่เรากินของที่อร่อยแต่ถ้ากินซ้ำๆก็เบื่อ กินตอนป่วยก็ไม่สุข กินตอนทุกข์ก็ไม่สุข มันลวงแบบนี้ มันไม่แท้แบบนี้ เพราะถ้ามันแท้ มันต้องสุขทุกครั้งที่เสพ ไม่มีวันเบื่อ ไม่มีวันที่อะไรจะมาแทนที่ได้

ดังนั้นเมื่อความสุขที่ได้รับจากกิเลสมันไม่แท้ นั่นหมายถึงวันหนึ่งสุขที่เราเคยคิด เคยคาดหวังว่าจะได้รับมันจะหายไป มันจะจางไป แม้ได้เสพเหมือนเดิมแต่มันจะไม่สุขเท่าเดิม เมื่อไม่สุขมันก็เริ่มจะมีทุกข์ มันทุกข์เพราะไม่ได้เสพสุขอย่างที่เคยได้ หรือไม่ได้เสพตามที่อยากได้

เมื่อเกิดทุกข์เพราะไม่ได้เสพสมใจจะมีสภาวะเกิดขึ้นได้สองกรณีแบบกว้างๆ 1. คือเห็นทุกข์จึงเห็นธรรม เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สุขจริง แต่เป็นสุขลวง กรณีนี้เกิดขึ้นได้น้อยถึงน้อยมาก และมักจะเกิดในกรณีที่ 2. คือการหาสุขลวงมาเสพเพิ่ม เมื่อคู่ของตนปรนเปรอกิเลสไม่ได้อย่างเดิม หรือเสพเท่าไหร่มันก็ไม่สุขเหมือนเดิม จึงแสวงหาคน หรือสิ่งอื่นๆที่จะมาเติมเต็มความสุขให้อิ่มเหมือนเดิม จึงเป็นเหตุที่มาของการนอกใจที่เห็นได้ทั่วไปในทุกวันนี้

ดังจะเห็นได้ว่า การประเมินว่าการมีความรักในแบบคู่รักนั้นสุขมากทุกข์น้อย หรือสุขมากพอที่จะยอมทนทุกข์นั้น เป็นการประเมินพลังของกิเลสที่ผิด เพราะกิเลสนั้นหลอกให้เราหลง หลงว่าเราเก่ง หลงว่าเรารู้ดี หลงให้เราเชื่อในคู่ครอง หลงให้เราเชื่อว่าตัวเองจะมั่นคง มันหลอกเรามาตั้งแต่แรก แต่เราก็ทำเป็นเก่งนึกว่าไม่โดนมันหลอก นึกว่าควบคุมมันได้ นึกว่าทุกอย่างเที่ยง นึกว่าทุกอย่างจะเป็นดังฝัน รู้ทั้งรู้ว่ารักแล้วก็ทุกข์ก็ยังจะหลงไปรักแบบคู่ครอง

ความรู้เหล่านี้ไม่ใช่ความรู้จริงๆ เป็นความรู้พื้นฐานตามสามัญของสังคมทั่วไป แต่ความรู้จริงนั้นหมายถึงรู้แจ้งในทุกลีลาของกิเลส ไม่ว่ากิเลสจะมาไม้ไหนก็สามารถโต้ตอบและทำลายกิเลสได้ นั่นคือสามารถใช้ปัญญามาหักล้างเหตุผลในการเสพกิเลสได้เสมอ จนถึงขั้นที่ว่าไม่ต้องสู้กับกิเลสเลย แค่ตั้งสติกิเลสก็กลัวหัวหดแล้ว ยังไม่ต้องพิจารณาธรรมใดๆกิเลสก็กระเจิงไปหมดแล้ว

ความรู้ลักษณะนี้คือความรู้แจ้งในกิเลส พอรู้ได้แบบนี้แล้วก็ไม่มีวันที่กิเลสจะมาหลอกได้ มันจะไม่รู้สึกว่าต้องไปมีคู่ครอง และไม่รู้สึกรังเกียจการมีคู่ครอง ไม่รักไม่ชัง ไม่ดูดไม่ผลัก แต่จะเห็นประโยชน์และโทษของทุกอย่างตามความเป็นจริงโดยที่ไม่มีกิเลสเข้ามายุ่งเกี่ยว แบบนี้เรียกได้ว่ารู้จริง

คนที่รู้จริงจึงไม่มีวันจะทำให้ชีวิตของตัวเองนั้นลำบากด้วยการมีคู่ครอง มีครอบครัว มีภาระ ที่ต้องแบกรับไว้ ส่วนคนที่ไม่รู้จริงนั้นก็จะหาเหตุผลต่างๆนาๆ เข้ามาทำลายความจริงเหล่านั้นและกลบมันด้วยความฝัน ความหวัง ความหลงที่เกิดจากพลังของกิเลส

– – – – – – – – – – – – – – –

26.12.2557

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์