Tag: กดดัน

รักที่พาเจริญ ต้องไม่ทำร้าย

January 8, 2020 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 157 views 0

รักที่พาเจริญ ต้องไม่ทำร้าย

ความเห็นที่ว่าการมีรักนั้นก็พากันให้เจริญได้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปทั้งทางโลกทางธรรม จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อ ไม่มีการทำร้ายกัน ไม่อย่างนั้นแล้ว วาทกรรมเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่คำลวงของมารที่จะล่อใจคนให้หลงเสพหลงสุข ลวงให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวเท่านั้นเอง

การทำร้ายนั้นมีหลากหลายมิติ ถ้าแบ่งชั้นต้นก็เป็นการทำร้ายร่างกายและจิตใจ ในมิติของการทำร้ายจิตใจก็จะมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งแตกต่างกันไป

รักที่พาเจริญต้องไม่ทำร้ายร่างกาย

การทำร้ายร่างกายนั้นเป็นการทำร้ายที่หยาบที่สุด เห็นได้ชัด ไม่ใช่ความปกติของคนดีมีศีล แต่เป็นธาตุของคนทุศีลที่หมายทำร้ายผู้อื่น เพื่อให้สาแก่ใจตน การทำร้ายกันในคู่รักมักจะมีความจัดจ้านรุนแรง ไม่เหมือนกับพ่อแม่ที่ตีลูกไป ตัวเองก็เสียใจไป การลงโทษลงทัณฑ์ โดยการทำร้ายในนามแห่งความรักนั้น มักจะมีความรุนแรงกว่าเหตุการณ์ปกติในชีวิตทั่วไป ใครไม่เคยเจอการทำร้ายกัน ก็อาจจะได้มาเจอกับคนรักที่ทำร้ายนี่แหละ บางคนพ่อแม่ไม่เคยตี แต่ก็มาโดนคู่รักทำร้าย อันนี้ก็เป็นตัววัดความไม่เจริญอย่างหยาบ การทำร้ายร่างกาย จะยิ่งทำให้เสื่อมจากความดีงามไปเรื่อย ๆ จนเป็นทำร้ายกันรุนแรงขึ้น ถึงขั้นฆ่ากันตายมีให้เห็นเป็นตัวอย่างกันมามากมาย

รักที่พาเจริญต้องไม่ทำร้ายจิตใจ

ในการทำร้ายจิตนั้น เบื้องต้นก็เป็นการทำร้ายร่างกายที่มีผลต่อจิตใจ อันนี้ก็เป็นอย่างหยาบ ละเอียดขึ้นมาหน่อยก็เป็นการใช้คำพูด ภาษา ในการทำร้ายจิตใจกัน ละเอียดขึ้นมาอีกก็เป็นการชักสีหน้า ออกอาการไม่พอใจ กดดันอีกฝ่าย ทำร้ายจิตใจกัน หรือเย็นชาสุด ๆ ก็กลายเป็นไม่พูด ไม่สนใจ กดดันโดยการคว่ำบาตร ก็เป็นการทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย การกระทำเหล่านี้จะมีเจตนาเป็นตัวกำหนดว่าตั้งใจทำให้อีกฝ่ายเป็นทุกข์ ต้องการสั่งสอน ลงทัณฑ์ ใช้อำนาจแห่งความรักในการทำร้ายกัน ถ้าไม่ได้มีเจตนาแฝงว่าทำไปเพื่อเสพสมใจตน ทำไปเพื่อให้เขายอมตน หรือทำไปเพื่อต้องการเอาชนะ ต้องการเพียงจะสื่อสาร อยากให้เขาปรับตัว ให้พ้นทุกข์โดยไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ส่วนใหญ่แล้ว มักจะทำร้ายจิตใจผู้อื่นเพื่อเอาใจตนเองเป็นหลัก คือเอาแบบฉัน ฉันถูกที่สุด เธอผิด อะไรแบบนี้

รักที่พาเจริญต้องไม่ทำให้หวั่นไหว

การที่จะเจริญไปในทิศทางแห่งความผาสุกได้นั้น ใจจะต้องไม่หวั่นไหว การที่จะมีความรักแล้วต้องทนอยู่กับความหวั่นไหว จะเรียกว่าเป็นความเจริญนั้นเป็นไปไม่ได้เลย คนจะหวั่นไหวกันตอนไหน ก็เช่น ตอนเขามาจีบ ก็ตอนเขาบอกรัก หรือบอกเลิกกันนั่นแหละ คำเหล่านั้นล้วนเป็นคำที่มีเจตนาทำให้คนหวั่นไหว จิตใจสั่นคลอน อ่อนแอ ยอมรับรัก ยอมเป็นทาสรัก ยอมสารพัดยอม ยอมพลีกาย พลีใจให้กับการกระทำหรือคำพูดที่พาให้หวั่นไหว ให้ใจหลงเคลิ้ม อันนี้ก็เป็นการทำร้ายของมารที่แฝงมา คนดีมีศีลจะไม่ทำให้ใครหวั่นไหว จะไม่ล่อลวง จะไม่จีบ สุภาพบุรุษที่แท้จริงนั้นจะไม่จีบใคร ไม่เกี้ยวพาราสี เพราะเป็นเหตุที่จะทำให้คนหวั่นไหว เป็นทุกข์ กระวนกระวายใจ ก็เป็นการทำร้ายกันในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น เป็นมิติที่คนทั่วไปยากจะเข้าใจแล้ว เพราะเขามองว่าการจีบกันรักกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในทางธรรมนะนั้น การทำให้หวั่นไหว ให้เกิดความใคร่อยาก  ให้เกิดความกลัวที่จะไม่ได้เสพ ก็มีแต่มารเท่านั้นแหละ ที่จะทำสิ่งนั้น

 

รักที่พาเจริญต้องไม่ทำให้หลง

การทำให้หลง เป็นการทำร้ายจิตใจกันอย่างลึกซึ้งแบบข้ามภพข้ามชาติ ทำให้อ่อนแอ เป็นทาส ขาดอิสรภาพ เหมือนคนตาบอด มืดมัว เศร้าหมอง อยู่แต่ในกรอบที่มารกำหนดไว้ คือรักแต่ฉัน หลงแต่ฉัน เชื่อแต่ฉัน ทุ่มเทชีวิตให้ฉัน การทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอและไม่พึ่งตนเอง คือการทำลายศักยภาพของการเป็นมนุษย์ เป็นเบื้องต้นของการกระทำของมาร คือแสร้งว่า ฉันจะให้ความรัก ให้ความปลอดภัย ให้ความสุข ให้ความเจริญ เธอจงมาพึ่งฉัน อยู่กับฉัน ฯลฯ จะมีการหว่านล้อมให้หลงรัก หลงเชื่อใจ จนยอมทิ้งชีวิตจิตใจฝากไว้กับคน ๆ นั้น ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ให้พึ่งตน ให้มีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง คือปฏิบัติให้ตนมีความเป็นพุทธะ ธรรมะ สังฆะในตนนั่นแหละเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่เอาคู่รักเป็นที่พึ่ง แต่รักที่ทำร้าย เขาจะไม่ให้ไปพึ่งคนอื่น เขาจะให้พึ่งพาแต่เขา เขาจะให้หลงแต่เขา ให้รักแต่เขา ให้มัวเมาแต่เขา

รักที่พาเจริญต้องไม่ทำลายอิสระในการทำดี

ความเจริญกับการทำดีนั้นเป็นของคู่กัน ถ้าความรักหรือคู่รักนั้นมาขัดขวางการทำดี นั่นก็แสดงว่า ความรักนั้นกำลังขัดขวางทางเจริญ การทำดีนั้นก็มีเรื่องของการทำทาน การถือศีลให้เกิดความลดละกิเลสได้ แต่ความรักผีที่แฝงตัวมาจะกั้นไม่ให้คนทำทาน ไม่ให้คนเสียสละ บางคนเสียเงินพอทนได้ แต่จะให้ไปปฏิบัติธรรม ทำดีกัน 5 วัน 10 วัน นี่เขาจะไม่ปล่อย เขาจะไม่ยินดี เขาจะกั้น สารพัดเหตุผล บ้านต้องดูแล งานต้องทำ เงินต้องหา ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัยมันอาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น หรือในเรื่องถือศีล คู่รักกับศีล ๘ ในข้อประพฤติพรหมจรรย์จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกกัน เพราะเป็นธาตุตรงข้าม ผีกับมาร แค่ถือศีล ๕ ก็ว่ายากแล้ว ศีล ๘ นี่ยิ่งยากไปใหญ่ เขาจะไม่ยอม คนที่เขามีกิเลส มีความอยากมาก ๆ เขาจะไม่ยอมให้คู่ถือศีล ๘ เขาจะกั้นจากความดีที่เลิศกว่า จะจำกัดอิสระ ขังไว้ในความดีน้อย ๆ ความดีที่ต้องมีฉันเป็นกำแพง มีฉันเป็นเพดาน ดีไม่ดีเอาลูกมาผูกไว้อีก ดังที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกบุตรว่า บ่วง เพราะท่านรู้ว่านี่คือสิ่งที่จะผูกมัดท่านไว้ มารก็จะทำแบบนี้เช่นกัน เขาจะมัดคู่ไว้ด้วยการมีลูก คือสร้างบ่วง สร้างห่วงขึ้นมาให้มันมีเหตุที่จะต้องอยู่รับผิดชอบ ให้อยู่เล่นละครพ่อแม่ลูกไปกับเขา กั้นไม่ให้เราเหลือเวลาเอาไปทำความดีแก่ผองชนมาก ๆ ให้เราทำดีแต่ในคอกแคบ ๆ ที่เรียกว่าครอบครัว

รักที่พาให้เจริญต้องไม่ผูกมัด

ความยึดมั่นถือมั่น คือการทำร้ายจิตใจตนเองและผู้อื่น ความเจริญนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อผู้มีความรักนั้น รักอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นหมายความว่า ถ้าคู่ของเขา พร้อมจะจากไป ก็ยินดี ยอมให้ไปโดยไม่เหนี่ยวรั้ง เคารพสิทธิ์ เคารพความคิด คือ ถึงบทที่จะต้องจากกัน หรือมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็ไม่ยึด ยื้อ รั้ง กันไว้ ไม่ตรงก็ไม่ขังเขาไว้ ก็ปล่อยไปตามทางที่เขาเลือก ไม่ใช่เป็นไปตามใจที่เราเลือก ให้อิสระกับเขา ไม่ผูกมัดเขา ปล่อยวางจากเขา อันนี้คือความเจริญ ส่วนความเสื่อมก็คือไปล่อลวง อ้อนวอน หลอกล่อเขาไว้ให้อยู่กับตน พยายามจะผูกมัดเขาไว้ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ อันนี้ความรักผี พาให้เป็นทุกข์ ตัวเองก็เป็นทุกข์ คนอื่นก็เป็นทุกข์ แสดงให้เห็นความคับแคบในใจ จะเอาแต่ใจตน ใจไม่กว้าง คิดจะรักต้องใจกว้าง ให้อิสระ เคารพความเห็นของคนอื่น ให้สิทธิ์เขาเลือกที่จะเดินเข้ามาหรือจากไป โดยไม่ยึดมั่นถือมั่น

รักที่พาเจริญต้องไม่หลอกหลอน

รักที่พาให้หลง คือความรักที่ทำให้จิตเกิดความหลอกหลอน วนเวียนเสพสุขกับความทรงจำ ที่แม้ปัจจุบันจะไม่เหลืออะไรแล้ว แต่ความสุข ความเศร้า บทละครมันยังวิ่งวนเวียนหลอกหลอนอยู่ในหัว คิดถึงทีไรก็เป็นสุข สุขที่ได้เสพความทรงจำ หอมหวานอยู่ในภพที่ฝังตัวเองไว้ ติดตรึงใจ หลอกหลอนไม่รู้ลืม ความรักที่พาให้เจริญจะไม่สร้างผลแบบนี้ จะมีเฉพาะความรักแบบผี หรือรักด้วยกิเลสเท่านั้น ที่สร้างผลที่จะหลอกคนให้หลงหลอนอยู่ในภพแห่งความฝัน

รักที่พาเจริญต้องไม่ทำให้เกิดทุกข์

ในมิติที่ละเอียดลึกซึ้งที่สุดคือ รักแล้วต้องไม่มีทุกข์ในใจเลย จึงจะเจริญได้ ถ้ายังมีทุกข์อยู่แสดงว่ายังไม่เจริญ ความเจริญคือความไม่ทุกข์ ไม่ใช่การจมอยู่กับทุกข์ อันนั้นเรียกว่าเสื่อม ไม่เจริญ ถดถอยไปเรื่อย ๆ อันนี้ต้องใช้สติไปจับอาการทุกข์ของตัวเองกันดี ๆ ว่ามีทุกข์เกิดมากเท่าไหร่ ทุกข์ขนาดไหน ในชีวิตประจำวัน ความกังวล ระแวง หวั่นไหว นั้นก่อให้เกิดทุกข์ แค่คู่ครองไม่รับโทรศัพท์ คู่ครองกลับบ้านไม่ตรงเวลา คู่ครองไปคุยกับคนอื่น มันจะผาสุกไหม มันจะทำใจให้เบิกบานได้ไหม ถ้ากระทบกับความไม่ได้ดั่งใจแล้วใจยังมั่นคงอยู่ในความผาสุกได้ก็เจริญ แต่ถ้าหวั่นไหว ทุกข์ทนข่มใจไปตามสถานการณ์ ที่เหมือนกับเรือที่ลอยอยู่ท่ามกลางทะเลที่แปรปรวนด้วยลมพายุ แม้จะทรงตัวอยู่ได้ ก็ใช่ว่าจะทนอยู่ได้ตลอดไป ก็อาจจะต้องพ่ายแพ้อับปางลงสักวัน ไม่เหมือนกับคนที่ปฏิบัติจนไม่ทุกข์ อันนั้นเขาไม่ติดโลก ไม่ติดทะเล เหมือนลอยอยู่ในอากาศ ความแปรปรวนใด ๆ ล้วนไม่มีผล ไม่น่ายึดไว้ ก็แค่ไปหาสภาพที่ดีกว่าอยู่ ไปหาที่สงบจากความแปรปรวน สงบจากความโลภ โกรธ หลง เพราะการอยู่กับคนที่มีกิเลสมาก ๆ รังแต่จะสร้างปัญหาให้ แม้จะไม่ทุกข์ใจ แต่ก็เป็นความลำบากกายที่ต้องทนรับไว้ เป็นภาระ เป็นบ่วง ดังนั้น คนที่เจริญ เขาจะไม่ยึดสภาพคู่ครองไว้ เพราะมันเป็นสภาพที่ไม่น่าเสพ เป็นภาระ เป็นความลำบาก พอไม่ยึดติด มันก็ไม่มีความสำคัญแบบมีกิเลสเป็นตัวแปรในตัวบุคคล ที่เหลือก็แค่ประเมินว่าที่ไหน ตรงไหน ตนเองจะทำประโยชน์ได้ดีกว่าเท่านั้นเอง

…ก็ลองพิจารณากันดู ประตูแรกของการจะข้ามพ้นความหลงในความรักก็คือ ยอมรับว่ามันทุกข์ ยอมรับว่ามีแล้วมันก็ไม่ได้พาเจริญกันอย่างที่เขาว่ากันหรอก ก็มีแต่กามแต่อัตตานั่นแหละที่จะเติบโตขึ้น พากิน พาเสพ พาเมา พาโลภ โกรธ หลง  พายึดกันอยู่ทุกวี่วัน จะหาความเจริญมาจากไหน?

8.1.2563

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

หาก ว่า โสด ไม่ ไหว…

November 10, 2015 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 726 views 0

ผมพิมพ์บทความเกี่ยวกับโทษของการมีคู่ คุณของความโสดไว้หลากหลาย ซึ่งเนื้อหาส่วนมากนั้นก็ค่อนข้างหนัก

คือจะไม่ยอมให้เบี้ยวไปจากธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสเลย ซึ่งบางครั้งก็ทำให้บางคนรู้สึกอึดอัด กดดัน ทรมานกับการศึกษาบทความที่ได้เผยแผร่ออกไป

ถึงแม้สิ่งนั้นจะดี แต่กิเลสข้างในมันไม่ยอม มันเถียง มันแย้ง มันจะเอาให้ได้ ถึงขนาดพยายามตีความให้ตนเข้าใจว่าการมีคู่นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ก็มี

จริงๆมันก็ทำได้ ผมก็ไม่ได้ห้าม ถึงแม้จะเป็นคนที่ติดตามศึกษากันมานาน ถึงวันหนึ่งจะเปลี่ยนใจไปมีคู่ ผมก็ไม่ได้คิดจะว่าอะไร

เพราะเข้าใจว่ามันยาก การประพฤติตนเป็นโสด นี่มันยากกว่าถือศีล ๕ เยอะเลยนะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่คิดจะทำก็ทำได้ทันที โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาวที่มีองค์ประกอบพร้อมในการมีคู่ หน้าตาก็ดี เงินก็มี อนาคตก็สดใส การจะปฏิบัติตนให้เป็นโสดนี่มันสวนกระแสธรรมชาติมาก

ซึ่งถ้าพลังธรรมะในตนมันสู้พลังกิเลสไม่ได้ ก็จะทรมานมาก เหมือนเด็กที่เกาะก้อนหินท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยว หากวันใดวันหนึ่งจะปล่อยมือแล้วลอยไปตามน้ำก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ก็คงต้องปล่อยให้ไปลองพิสูจน์กันดูว่าการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลสนั้นสุขจริงไหม ธรรมะดีจริงไหม ใช้ชีวิตพิสูจน์กันไปเลย เล่นจริง เจ็บจริงกันไป ใช้กรรมที่เกิดจากกิเลสกันอีกชาติ

เพราะถ้าหลุดไปนี่กลับมาโสดไม่ได้ง่ายๆหรอก ถ้าฟ้าเขาเปิดทางให้มาศึกษาธรรมะที่พาให้โสดอย่างเป็นสุขแล้วเวียนกลับไปมีคู่ แสดงว่าพลังกิเลสเรามากกว่าพลังของธรรมะ ก็ต้องไปศึกษาความทุกข์ที่เกิดจากกิเลสกันอีก นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ถึงจะเกิดปัญญาเข้าใจก็ใช่ว่าจะหลุดกลับมาได้ง่ายๆ คู่ครองเขาอาจจะไม่ปล่อย ดีไม่ดีมีลูกอีกก็เรียกได้ว่ายาวไปเลย

พอมีคู่ครองมีครอบครัวโอกาสศึกษาธรรมะมันมีไม่เท่าคนโสดหรอก ภาระมันมาก วิบากมันเยอะ ปัญหามันก็แยะ ถ้าสามารถดำรงตนให้อยู่ในศีล ๕ ได้มันก็ทุกข์น้อยหน่อย แต่โดยมากก็จะมีโอกาสตกต่ำได้มากกว่า

ถ้าใครตกไปก็ค่อยๆปีนกลับมาใหม่แล้วกัน นรกมันร้อนอยู่นานไม่ไหวหรอก แต่อย่าลงไปจะดีกว่า ใครที่ยังโสดอยู่ก็พยายามประคองตนกันไปก่อน หาเพื่อนโสดช่วยกันเถียงกิเลสก็ได้ ถ้าไม่ไหวก็ลองมาถามไถ่กัน

….แต่ก็นะ นี่ก็ใกล้กลียุคแล้ว ใครเลี่ยงได้ก็เลี่ยง นี่มันยุคที่มีคนเลวมากกว่าคนดี ยากนักที่จะเจอคนดีแท้ เช่นเดียวกับเรื่องลูก ยากนักที่คนดีจะมาเกิด

มารมันก็มายั่วประจำนั่นแหละ ขาประจำมาทุกชาติ มายั่วให้เรารักให้เราหลง ปรนเปรอบำเรอ ดูแลกันเต็มที่ ลด แลก แจก แถมสุดๆ มีมาให้เลือกทุกโปรโมชั่น เพื่อขายสุขลวงแล้วฉุดให้เราลงนรกเหมือนเดิมนั่นแหละ

….เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว โสดกันอีกสักชาติจะเป็นอะไรไป

– – – – – – – – – – – – – – –
9.11.2558

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ (Dinh Airawanwat)

มังสวิรัติสุขจริงหรือ

August 7, 2014 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 1,041 views 0

มังสวิรัติสุขจริงหรือ

มังสวิรัติสุขจริงหรือ?

คงจะมีหลายคนสงสัยว่า การกินมังสวิรัติจะทำให้มีความสุขจริงหรือ? ชีวิตจะดีขึ้น สะดวกขึ้น สบายขึ้น จริงหรือ ….ภาพที่เห็นคนกินมังสวิรัติอาจจะต่างกันออกไปตามแต่ประสบการณ์ที่แต่ละคนเจอมา

การเริ่มต้นกินมังสวิรัตินั้นมีหลายสาเหตุ บ้างก็ว่าเมตตาสัตว์ บ้างก็ว่าสุขภาพ บ้างก็ว่าตามพระ พระท่านให้ถือศีลกินเจก็ตามท่านไป แต่สำหรับผม เหตุแห่งการกินมังสวิรัตินั้นมีอย่างเดียวคือ การล้างกิเลส หรือทำลายความอยากในการกินเนื้อสัตว์นั่นเอง

ใครกันที่จะสามารถรู้ได้ว่า ความอยากกินเนื้อสัตว์นั้นทำให้เราเกิดทุกข์ทรมานได้มากเท่าไร? หากไม่ได้ลองถือศีลตั้งตบะกินมังสวิรัติสักครั้งในชีวิต เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าเรามีกิเลสมากเท่าไหร่ และไม่มีทางรู้ว่าการขาดหรือการไม่ได้มาซึ่งเนื้อสัตว์ทำให้เราทุกข์มากเท่าไหร่ นี่แหละที่เขาว่า … “สิ่งนั้นสำคัญกับเราแค่ไหน จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราสูญเสียมันไป” ที่มันสำคัญเพราะกิเลสมันยึดเอาไว้นั่นเอง

แต่การตั้งตบะกินมังสวิรัติไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น เป็นเพียงการทดลองที่จะพราก ห่าง ถอยออกจากเนื้อสัตว์ที่เรายึดติด เพื่อให้เราเห็นกิเลสของเราชัดขึ้น ต่อจากนั้นเราจึงใช้การพิจารณาโทษของการติดเนื้อสัตว์ เช่น การฆ่าสัตว์ก่อให้เกิดวิบากบาป กินแล้วเสียสุขภาพเป็นเหตุแห่งมะเร็ง กินแล้วได้บุญเจริญเมตตา อะไรก็ว่ากันไปตามแต่จะคิดได้ ทำด้วยใจที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อดทนไม่ไปกินเท่าที่จะทำได้ทำไปเรื่อยๆ พลาดไปกินก็กลับมาทำใหม่

แล้วกินมังสวิรัติมีความสุขจริงไหม?

เราอาจจะเคยเห็นคนกินมังสวิรัติแบบกดดัน เครียด ดูใช้ชีวิตลำบาก ยุ่งยาก ไม่มีความสุข กินแล้วเพี้ยน เฮี้ยนกลายเป็นโรคเกลียดเนื้อสัตว์ รักผัก พาลไปเกลียดคนที่ยังกินเนื้อ จนเราไม่อยากจะเข้าใกล้เพราะอยู่ใกล้ทีไรโดนด่าทุกที….อันนี้ต้องเข้าใจว่าเขากำลังพยายามอยู่ เขายังทำไม่สำเร็จ เพราะมีกิเลสหลายตัวต้องฝ่าฟันไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งก็คือกินมังสวิรัติอย่างเป็นสุข

หรือเราอาจจะเข้าใจไปเองว่าคนที่กินมังสวิรัติเขาสร้างความลำบากให้ตัวเอง เพราะเรามองจากตัวเราเองที่ยังชอบกินเนื้อถ้าไม่ได้กินเนื้อสักสัปดาห์หนึ่งคงขาดใจตายแน่ๆ ก็เลยมองว่าคนกินมังสวิรัติเขาลำบาก อดทน อดกลั้น อะไรก็ว่ากันไป

จะขอเล่ากันเลยว่าเมื่อเราสามารถเข้าใจประโยชน์แท้ของการกินมังสวิรัติได้แล้ว เราจะมีความเข้าใจประมาณนี้ คือ จะไม่เดือดเนื้อร้อนใจแม้ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ มีความเบิกบานยินดีเต็มใจพอใจที่ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ความอยากในการกินเนื้อสัตว์จะหมดไป มีความสุขแม้ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ สามารถกินมังสวิรัติอย่างต่อเนื่องได้ยาวนาน มีปัญญารู้ว่าการกินเนื้อสัตว์ทำให้เกิด ทุกข์ โทษ ภัย ผลเสียอย่างไรบ้าง เบื่อที่จะต้องไปกินเนื้อสัตว์ เพราะเห็นโทษของมัน และรู้ได้ด้วยตัวเองว่าเราตัดความอยากกินเนื้อสัตว์ขาดแล้ว ไม่ว่าเนื้อสัตว์ไหนๆก็ไม่มีทางทำให้เราเกิดความอยากได้อีก พ้นจากความทุกข์อันเกิดจากความอยากนั้นๆแล้ว

ทีนี้ผลในการดำเนินชีวิตก็จะเริ่มปรากฏ เราไม่ต้องไปเสียเงินเสียเวลาไปกินเนื้อสัตว์ที่เขาว่าอร่อยที่ไหนอีก ไม่ต้องทุกข์ใจเมื่อไม่ได้กินเนื้อสัตว์ที่ไม่ชอบ สุขภาพก็ดีขึ้น โดยเฉพาะการขับถ่าย ในเมื่อการขับถ่ายของเสียเป็นไปอย่างปกติ ร่างกายก็จะปกติ เมื่อร่างกายปกติ คือไม่ป่วย ก็จะมีความปกติสุข คือความสุขที่ไม่ต้องป่วย ไม่ต้องลำบาก ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาไปกิน มันจะกลับหัวกับที่เราเคยเข้าใจเมื่อก่อนไปเลย

เห็นไหมว่าเมื่อเราทำศีลหรือตั้งตบะนี้จนบรรลุผลแล้ว ก็จะมีแต่ความสุข เป็นความสุขที่เห็นได้ แต่ก็อธิบายได้ยาก ต้องมาลองกันเองว่า “ความสุขแม้ไม่ได้เสพ” นี่มันเป็นอย่างไร เพราะเรื่องเหล่านี้จะให้คิดเอาเอง จินตนาการเอาเองก็คงจะเป็นไปไม่ได้เลย ต้องขยันพากเพียรปฏิบัติจนถึงผลเอง

– – – – – – – – – – – – – – –
7.8.2557
ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์