Dinh (Author's Website)
ผลของกรรมเกิดจากสิ่งที่เราทำมา (เรามีกรรมเป็นของตน)
กรณีของคุณปอ ทฤษฎี หากว่าเขาจะหายหรือไม่หายนั้นก็เป็นไปตามกรรมที่เขาทำมา
เราไม่สามารถทำอะไรให้เขามีผลกรรมจากเราได้ กรรมไม่สามารถโยกย้ายได้ ใครทำอะไรไว้คนนั้นก็รับ
เช่น เราไม่สามารถทำกรรมชั่วแล้วโยนความชั่วนั้นให้คนที่เราเกลียดและชิงชังได้ ดังนั้นการสาปแช่งจึงไม่ได้มีผลใดๆต่อผู้อื่นในมุมมองของพุทธศาสนาเลย
เช่นเดียวกันกับ เราไม่สามารถทำกรรมดีแล้วโอนกรรมดีนั้นให้ใครได้ การสวดมนต์ นั่งสมาธิ จนกระทั่งการบวชด้วยความเห็นผิดว่ากรรมดีนั้นจะมีผลให้คนที่รักรอดพ้นจากภาวะเหล่านั้น
เขาจะรอดก็รอดด้วยกรรมของเขาเอง ไม่มีใครมีอำนาจเกินกรรมของเขา กรรมนี่แหละคือพระเจ้า ใครทำอะไรก็ได้รับผลอย่างนั้น ไม่มีใครเก่งเกินกรรม
ในช่วงนี้มีกระแสที่ทำให้แสดงให้เห็นถึงความเห็นผิดในธรรมอย่างชัดเจน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มิจฉาทิฏฐิควรปิดบังไว้ ไม่ควรเปิด เปิดเผยแล้วไม่เจริญ
เจตนาดีบนความเห็นผิดก็ยังเป็นความไม่ดี เพราะทำไปแบบผิดๆก็จะสะสมกรรมไม่ดีให้ตัวเองเปล่าๆ ส่วนคุณปอ เขาก็ไม่ได้รับผลกรรมอะไรจากเราหรอก เขาก็รับกรรมของเขาเท่านั้นเอง
การดูดวงเป็นการเดา
“การดูดวง“เป็นการเดาผลของกรรมในอนาคต
1. การเดาใจ ทายใจ หรือเดาอะไรก็ตาม ศาสนาพุทธไม่สรรเสริญเรื่องพวกนี้
2. ผลของกรรม เป็นเรื่องอจินไตย คิดไปก็ปวดหัว เดาไม่ได้ ไม่ควรคิด ไม่ใช่เรื่องสถิติ
3. การเชื่อเพราะเขาเป็นหมอดูหรือเกจิอาจารย์คนดัง มีชื่อเสียง น่าเคารพ ผิดกาลามสูตรเต็มๆ
4. นักหลอกลวงมักพูดเพ้อเจ้อ พูดเลื่อนลอย กลับกลอก ไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง เป็นไสยศาสตร์ เป็นเวทมนต์ ไม่ชัดเจน ลึกลับ ไม่เหมือนศาสนาพุทธที่ไม่ลึกลับ ธรรมะเป็นสิ่งที่ยินดีให้ผู้สนใจเข้ามาพิสูจน์ความจริงได้เสมอ
5.อนาคตไม่แน่นอน
พุทธศาสนิกชนที่ยังหลงมัวเมากับการดูดวงอยู่ ก็ยังห่างไกลจากการพ้นทุกข์มากนัก และห่างไกลธรรมะด้วยเช่นกัน หากต้องการเจริญในธรรม ให้เลิกหลงงมงายกับสิ่งเหล่านี้เสียก่อน
ผลของกรรมเป็นเรื่องอจินไตย
อจินไตย หมายถึง สิ่งที่ไม่ควรคิด คิดไปก็ไม่สามารถเข้าใจได้โดยสามัญ คิดมากไปพาลจะเป็นบ้า
เราไม่สามารถคิดหรือเดาได้ว่า “ผลของกรรม” ของเราหรือใครจะออกมาเป็นแบบไหนอย่างไร ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาจะเจออะไร ต้องป้องกันแบบไหน ต้องแก้อย่างไร จึงจะหักลบกันได้พอดี
เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผลของกรรมนั้นจะแสดงผลออกมาอย่างไร ตอนไหน ที่ใด แบบใด กับใคร ฯลฯ และเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากรรมดีกรรมชั่วที่เคยทำมานั้นมีปริมาณสะสมไว้มากเท่าไหร่อย่างไร
ดังนั้นการที่จะพยายามเดาหรือคิดเอาว่า ผลของกรรมจะออกมาเป็นแบบนั้นแบบนี้ ฉากนั้นเหตุการณ์นี้ จึงเป็นเรื่องไร้สาระ
เรารู้ได้แค่เพียงว่าเมื่อทำดี ก็จะต้องได้รับผลกรรมที่ดี และเมื่อทำชั่วก็จะต้องได้รับผลกรรมที่ชั่ว อย่างยุติธรรม
ซึ่งเราจะรู้ได้เองว่าเราทำกรรมอะไรมาเมื่อได้รับผลของกรรมนั้นไปแล้ว เพราะสิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่สะท้อนความดีความชั่วที่เราทำมาในชาตินี้และชาติก่อนๆนั่นเอง
ปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน
สัญญาของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ จะเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมนั้นต้องนั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง ไปวัดบ้าง
แม้จะเป็นความเห็นที่เอ่ยเอ้งว่า “ปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน” ก็กลายเป็นการประยุกต์การนั่งสมาธิ การเดินจงกรมเข้ามาใช้อีก
ซึ่งมันแคบมากเมื่อเทียบกับองค์ประกอบทั้งหมดของมรรค ๘ และที่สำคัญ มันจะมีน้ำหนักไปทางลัทธิฤๅษีเสียด้วยซ้ำ
ซึ่งสัมมาอริยมรรคนั้นมีองค์ประกอบของการ คิด พูด ทำ ที่ถูกต้องอยู่ในปัจจุบัน
….แต่กลับไปปฏิบัติหยุดคิด ปิดวาจา นั่งนิ่งๆไม่ทำอะไร มันก็ผิดทางมรรคสิ ทำแบบนั้นมันก็สงบได้จริง แต่มันสงบแบบสมถะ ซึ่งเป็นทางของฤๅษีทั่วๆไปนั่นแหละ อย่างเก่งก็กดข่มเป็นฤๅษีสุดสงบ ไม่เสพกาม น่าศรัทธา ซึ่งมันก็มีรูปที่มองผ่านๆแล้วน่าเคารพอยู่ แต่มันผิดพุทธเท่านั้นเอง
ยิ่งถ้านักบวชไปเห็นผิด เอาความสงบแบบสมถะมาเป็นมรรคเป็นผลนี่ยิ่งแล้วใหญ่เลย กลายเป็นฤๅษีในผ้าเหลืองนั่นแหละ
ถ้าเริ่มต้นด้วยมิจฉามรรค ก็จะได้ผลเป็นมิจฉาผลตามกันด้วย เหตุแห่งความเสื่อมนั้นเกิดจากการไม่คบหาสัตบุรุษ ไม่ศึกษาในอธิศีล แล้วดันไปยึดมั่นถือมั่นในมิจฉาทิฏฐิ
…ปิดประตูไปอีกชาติ

