Tag: ความดี

แด่ความรักอันยิ่งใหญ่

December 22, 2016 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 1,412 views 0

แด่ความรักอันยิ่งใหญ่

แด่ความรักอันยิ่งใหญ่

ก่อนหน้านี้ ผมมักจะเอ่ยถึงความรักที่ยิ่งใหญ่อยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยากที่จะสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจได้ เพราะผู้อ่านก็ไม่รู้จะหาตัวอย่างที่ไหน และแบบไหนที่เรียกว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ ต้องรักอย่างใดจึงจะเรียกได้ว่าประเสริฐแท้

แต่ในท่ามกลางบรรยากาศของการสูญเสีย ผมเชื่อว่าหลายคนสัมผัสได้ ระลึกได้ เข้าใจได้ว่าความรักที่ยิ่งใหญ่นั้นเป็นอย่างไร เป็นความรักที่ไม่ต้องพูดคำว่ารัก ไม่จำเป็นต้องเคยพูดคุย ไม่มีแม้แต่อ้อมกอดและไม่สำคัญว่าจะเคยได้พบกันหรือไม่ แต่หลายคนกลับรับรู้ได้ว่า สิ่งเหล่านั้นคือความรัก

เป็นความรักในมิติที่สูงยิ่ง ประเสริฐยิ่ง งดงามยิ่ง เพราะไม่มีการเบียดเบียนกัน มีแต่เฉพาะความดีงามเท่านั้นที่นำมามอบให้กัน เป็นความเมตตาที่แผ่ไปอย่างแท้จริง แผ่ไปกระทบใจใคร มนุษย์ผู้นั้นก็สามารถที่จะรับรู้ได้ว่านี่คือสิ่งดี นี่คือคุณค่า นี่คือประโยชน์แท้ แม้เพียงการระลึกถึงความรักที่ท่านมีต่อผองชน ก็สามารถทำให้หลายคนมีพลัง มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตไปสู่ความดีงาม

ตั้งแต่เกิดมาผมก็ยังไม่เคยเห็นใครมีบารมีเท่านี้มาก่อน เพียงแค่ระลึกถึงก็มีความสุข เพียงแค่รับรู้เรื่องราวของความดีงามที่ท่านทำก็สามารถทำให้คนรักและเคารพกันได้อย่างง่ายดาย และความดีงามเหล่านั้นยังมีพลังมากพอที่จะทำให้คนหันมาทำความดีด้วย

เมื่อโลกนี้สูญเสียบุคคลที่ทรงคุณค่ายิ่งอย่างท่านไป ก็เหมือนมีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ การไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ผืนแผ่นดิน แต่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้ที่รักและศรัทธา เป็นการสั่นไหวที่สะเทือนจิตใจของคนทั่วโลก ซึ่งแต่ละคนก็มีความสั่นไหวที่แตกต่างกันออกไป ความสั่นไหวของจิตใจจนเกิดความเศร้าโศกเสียใจคงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนทั่วไป แต่การที่จิตใจนั้นถูกเขย่าโดยคลื่นแห่งความดีปริมาณมหาศาลนี้ ทำให้คนบางคนอยู่ไม่เป็นสุข อยากทำสิ่งดี จนต้องลุกขึ้นมาทำดี นั่นเพราะเขาเหล่านั้นสามารถรับและตอบสนองต่อคลื่นแห่งความดีเหล่านั้นได้ดีกว่าคนทั่วไป

เหมือนกับการที่เราโยนหินลงไปในบ่อน้ำ น้ำนั้นย่อมเกิดการกระเพื่อม เป็นคลื่นกระจายออกไปทุกทิศทุกทาง สิ่งที่หนักนั้นย่อมไม่สั่นไหว สิ่งที่จะสั่นไหวก็จะมีแค่สิ่งที่เบาเท่านั้น อัตตาเป็นของหนัก ถ้าไม่มีอัตตาก็จะเบา ถ้าคนเหล่านั้นมีอัตตาจัดก็จะไม่ได้รับผลใด ๆ จากคลื่นนี้ ในขณะเดียวกัน คนที่มีอัตตาเบาบาง ก็จะลอยไปตามคลื่นเหล่านั้นไป

ความหนักแน่นมั่นคงนั้นควรจะใช้เพื่อต่อกรกับสิ่งที่ไม่ดี ส่วนความแววไวปรับเปลี่ยนง่ายไม่ยึดมั่นถือมั่น ควรใช้กับเรื่องที่ดี ในตอนนี้ นี่คือคลื่นลูกสุดท้ายที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ เป็นคลื่นแห่งความดีงามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เพราะการจะเกิดสถานการณ์อย่างเช่นทุกวันนี้ เกิดจากพลังความดีที่ท่านได้บำเพ็ญเพียรอย่างต่อเนื่องมาตลอด ๗๐ ปี นี่จึงเป็นพลังงานแห่งความดีที่ยิ่งใหญ่ เป็นบทสรุปของความรักที่ยิ่งใหญ่ ดังที่นักปราชญ์อย่างไอน์สไตล์ได้กล่าวไว้ว่า ในอนาคตหลังจากที่เขาจากไป จะมีพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่าระเบิดนิวเคลียร์ พลังงานนั้นก็คือระเบิดแห่งความรัก ( a bomb of love ) และความรักนั้นเองจะเป็นพลังที่นำไปสู่การแก้ปัญหาและเยียวยาทุกสิ่ง นั่นคือคำตอบที่สุดยอดที่สุดในชีวิตที่เขาค้นพบ ( ultimate answer )

เมื่อเกิดระเบิดแห่งความรักขึ้น แรงระเบิดนั้นก็ได้สร้างคลื่นแห่งความรัก ถ้าเป็นระเบิดนิวเคลียร์คลื่นเหล่านี้คงทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่มันจะผ่านไปได้ แต่คลื่นแห่งความรักกลับแตกต่าง มันไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีการสัมผัส ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่กลับรู้สึกได้ มันไม่ได้มีอำนาจทำลายล้าง แต่มีอำนาจที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม

คลื่นแห่งความดีนั้นตรงเข้าไปกระแทกในจิตใจของผู้คน ให้ตระหนักรู้คุณค่าของความดีงาม ให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ให้ออกมาทำดีกัน ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันนี้สามารถเห็นได้ว่า คลื่นแห่งความดีนั้นมีผลจริง มีแรงกระแทกจริง รับรู้ได้จริง เพราะคนจำนวนมากออกมาทำความดีร่วมกัน จนบัดนี้ก็ผ่านมาสักพักแล้ว แต่คลื่นนี้ก็ยังไม่หมดพลัง ยังมีแรงส่ง มีแรงผลักดันให้คนลุกขึ้นมาทำดีอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าจะไม่มีวันหมดพลังง่าย ๆ

ในความเป็นจริงระเบิดแห่งความรักนั้นก็ระเบิดออกไปแล้ว และคลื่นเหล่านั้นก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แท้จริงแล้วคลื่นแห่งความดีงามที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันนั้นไม่ได้มาจากการจากไปของท่าน แต่มาจากบุคคลที่เพียรทำความดีตามอย่างท่าน พยายามเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแบ่งปันผองชนให้เหมือนอย่างท่าน แน่นอนว่าการทำความดีของเขาเหล่านั้นมีท่านเป็นศูนย์รวมของจิตใจ แต่การทำดีของเขาเหล่านั้นก็เป็นของเขาเอง เป็นสิ่งดีงามที่เกิดจากปัญญารับรู้ประโยชน์ของการทำดีของเขาเอง จึงเกิดเป็นคลื่นแห่งความดีอีกหลายลูกที่สร้างแรงกระเพื่อมให้จิตใจของผู้ที่ได้พบเห็นได้มาทำดีต่อกันไปเรื่อย ๆ

อาจจะมีหลายคน ที่ตอนแรกไม่คิดที่จะทำความดีอะไร แต่พอได้เห็น ได้พบ ได้พูดคุยกับคนที่ทำดี ก็กลับมีแรงใจที่จะลุกขึ้นมาทำดีบ้าง ผมคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่มหัศจรรย์ เพราะถ้าเป็นเพียงการระเบิดแล้วจบไป ก็คงจะไม่มีอะไรมาก แต่ในสถานการณ์ตอนนี้กลับต่างออกไป กลายเป็นว่าคนที่เห็นประโยชน์ก็ต่างมาร่วมกันทำความดี ร่วมกันสร้างคลื่นแห่งความดี ให้ความดีงามนั้นสืบต่อไป ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือความกตัญญูรู้คุณต่อความดีงามที่ท่านได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง และเชื่ออย่างเต็มใจ ว่าความดีนี่แหละ คือความรักที่ยิ่งใหญ่ นั่นเพราะเขาเหล่านั้นก็เคยได้รับสิ่งนั้น และรับรู้ได้ว่าการทำดีนั้นคือสิ่งที่มีคุณค่าและเยี่ยมยอดที่สุดเท่าที่ชีวิตหนึ่งจะทำได้

ดังนั้นการตอบแทนความรักอันยิ่งใหญ่นี้ จึงไม่ได้หยุดเพียงแค่การรับรู้เท่านั้น แต่เป็นการทำให้เกิดความดีนั้นในตนขึ้นมา จนเกิดเป็นการให้ การเกื้อกูล การเสียสละ ทั้งทุนทรัพย์ เวลา แรงงาน ให้กับสังคม เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาตอบแทนคุณค่าแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ในฐานะที่ลูกของแผ่นดินผู้หนึ่งพึงกระทำได้

15.12.2559

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

โอกาสในการ่วมกันทำความดี

November 28, 2016 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 714 views 0

โอกาสในการทำดี

ในช่วงเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา หลายคนก็คงจะได้เห็นผู้คนออกมาร่วมทำความดีกันในหลายรูปแบบ ซึ่งผมเองก็ได้ไปเก็บข้อมูลในพื้นที่แถวสนามหลวง และพบว่าที่นี่มีงานหลากหลายที่เอื้อให้คนทุกวัยทุกฐานะได้ทำความดีร่วมกัน

คิดดี นั้นก็ดีอยู่ พูดดีนั้นก็ยิ่งดี แล้วถ้าทำดีตามที่คิดและพูดยิ่งจะดีเข้าไปใหญ่ การที่เราจะลุกออกมาทำดีนั้นไม่ง่าย ต้องมีกำลังใจที่มากพอจะผลักดันเราออกจากชีวิตเดิม ๆ ลุกออกมาทำสิ่งใหม่ คือสิ่งที่ดีมากยิ่งขึ้น ในภาษาธรรมะเรียกว่า “อธิศีล” คนที่ยังไม่เคยทำดี ก็หันมาทำดี คนที่ทำดีอยู่แล้ว ก็ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก นี่คือลักษณะของคนที่จะไม่เสื่อมไปจากความดีงามและธรรมทั้งหลาย

ผมเองได้ลองสัมผัสงานจิตอาสาหลาย ๆ แบบ และพบว่าแต่ละงานนั้นมีรายละเอียด ใช้ทุน ใช้ความสามารถต่างกันไป แต่งานที่ทำได้ง่ายก็คือการช่วยกรอกข้าวสารที่ทำเนียบรัฐบาล ผมลองไปแล้วพบว่าบรรยากาศผ่อนคลายเหมือนครอบครัวพากันไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะ คนเฒ่าคนแก่ก็นัดมาเจอกัน กรอกข้าวไปก็พูดคุยกันไป มีอาหารเลี้ยง มีห้องน้ำสะดวก เหมาะสำหรับจิตอาสามือใหม่

ถ้ากำลังใจแข็งกล้าแล้วก็มาลุยงานกันต่อที่สนามหลวง มีงานอาสามากมายที่นี่ เป็นเหมือนสวรรค์ของนักบำเพ็ญความดีทั้งหลาย มีงานเช่น เดินเก็บขยะ ช่วยคัดแยกขยะ แจกยา แจกอาหาร แจกน้ำ ช่วยให้คำแนะนำต่าง ๆ ฯลฯ ก็เป็นงานที่ต้องใช้แรงกันมากขึ้น ใครสนใจก็ไปสอบถามเจ้าหน้าที่หรือจิตอาสารุ่นพี่กันได้

หรือถ้ารู้สึกว่าแรงยังเหลือ กำลังใจยังมีมาก อยากทำงานหนักมากขึ้น ต้องการทำดีในส่วนที่คนขาด ในตอนนี้ก็มีหลายโรงทานที่เปิดพื้นที่เอื้อให้ช่วยกันทำความดี โดยงานหลักก็จะเป็นงานครัวตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ ล้างวัตถุดิบ หั่น ปรุง ยก เสริฟ ล้างภาชนะ .. ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องเข้าไปสอบถามในแต่ละโรงทานว่าเขาต้องการกำลังคนไหม

หรือถ้าเป็นผู้มีทุนทรัพย์ มีกำลัง จะทำอาหารมาแจกก็ได้ หลายคนเขาก็ทำอาหารมาแจกเป็นครั้งคราว หรือจะเป็นของใช้จำเป็นบางอย่างเช่น ยาดม ผ้าเย็น ฯลฯ รวมถึงของอื่น ๆ  ที่ช่วยให้ระลึกถึงบุคคลที่ควรบูชาก็มีผลดี เกิดผลดีเหมือนกัน

หรือจะเป็นงานจิตอาสาจำพวกขับรถมอเตอร์ไซค์รับส่งคนก็มีประโยชน์มากเช่นกัน เพราะหลังออกจากวัง จะเดินกลับไปขึ้นรถเมล์ที่สนามหลวงมันก็ไกล คนหนุ่มสาวก็พอเดินไหว แต่ถ้าคนแก่นี่ท่าจะลำบาก งานรับส่งคนก็ช่วยกันได้มาก ใครที่ชอบขับรถก็เอาความสามารถตรงนี้มาทำดีได้

จริง ๆ ก็มีงานจิตอาสาที่หลากหลาย แต่เอาเท่านี้ก่อน จะสรุปว่า ตอนนี้มีพื้นที่ที่เอื้อให้ทุกคนได้ร่วมกันทำความดี ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นสนามหลวงก็ได้ ผมยังเคยเจอวัยรุ่นไปถือถุงช่วยเก็บขยะที่ตลาดนัดจตุจักรด้วยซ้ำ คือใครทำดีที่ไหนได้ก็ทำไป นั่นแหละดีแล้ว แต่ถ้ามาร่วมกันทำ เราจะมีกำลังใจเพิ่ม คนที่เริ่มทำงานจิตอาสาใหม่ ๆ ทำพร้อม ๆ กับเพื่อนกับรุ่นพี่จะมีกำลังใจดีขึ้น ไม่โดดเดี่ยว แถมยังได้เพื่อนใหม่ ชวนกันมาทำดีเรื่อย ๆ

ถ้าอยู่ห่างไกลสนามหลวง ก็รวมตัวกันทำ หรือแบ่งงานแยกกันไปทำแล้วค่อยมารวมกัน เช่นการพับกระทงกระดาษไว้ใส่อาหาร เป็นการสร้างวัฒนธรรมเพื่อลดการใช้โฟม แม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบในเชิงการใช้งาน แต่มันสวยงามในเชิงของจิตใจ เพราะคนที่แม้จะอยู่ห่างไกล แต่ใจเวลาพับก็จะระลึกถึงเพื่อนที่ร่วมกันทำดี จิตตรงนี้แหละที่มันสวยงาม มันมีคุณค่า มันประเมินค่าไม่ได้ พอทำเสร็จเอามาส่ง ที่โรงทานเขาก็ได้ใช้ประโยชน์ ได้ลดใช้โฟม ได้ร่วมกันทำความดี

การร่วมทำความดีนี่แหละ ที่จะหลอมรวมคนดีให้พบเจอกันในทุกชาติ เป็นการประกันชีวิตที่ดีที่สุด เพราะทำความดีกับคนดีแล้วก็จะได้พบเจอกับคนดี ได้เจอกับสิ่งดี พอชีวิตพบเจอกับคนดี มีน้ำใจ เสียสละ หวังประโยชน์เกื้อกูลกันและกัน ชีวิตก็จะมีความผาสุก

ถ้าไม่อยากได้ความผาสุก ชีวิตไม่อยากเจอคนดี ก็ไม่ต้องทำอะไร ใช้ชีวิตไปเหมือนเดิม ปล่อยวาง อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ไม่ต้องรีบร้อน ไม่วุ่นวาย ไม่ลำบาก ปล่อยไปตามเวรตามกรรม สุดท้ายก็จะได้ประกันชีวิตอีกชุดหนึ่ง คือประกันเลยว่าชีวิตหนึ่งเกิดมาจะพบกับคนดียาก เพราะไม่เคยทำกรรมดีร่วมกันมา ย่อมไม่พบเจอกัน ก็เลือกพิจารณากันไปตามแต่จะเห็นประโยชน์

สุดท้ายนี้ก็ชักชวนกันตรง ๆ ว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตหนึ่ง ๆ  ซึ่งอาจจะมีแค่ครั้งเดียวที่มีโอกาสอันยิ่งใหญ่แบบนี้ก็ได้ คือโอกาสข้างหน้าน่ะมี… แต่จะมีชีวิตอยู่ถึงตอนนั้นหรือไม่ก็ไม่รู้ ดังนั้นเราไม่ควรประมาทกับเวลาที่ผ่านไป เราควรใช้เวลาที่มีให้เกิดประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นให้มากที่สุด เพราะนั่นคือหลักประกันแห่งความผาสุกในชาตินี้ ชาติหน้าและชาติอื่น ๆ สืบไป

โอกาสและอิสระ ในการทำความดี

November 17, 2016 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 794 views 0

โอกาสและอิสระ ในการทำความดี

โอกาสและอิสระ ในการทำความดี

ในแต่ละช่วงชีวิตของเรา โอกาสพิเศษนั้นไม่ได้มีบ่อย ๆ เหมือนกับเรือใบที่ต้องอาศัยคลื่นลมในการเคลื่อนที่ ความดีก็เช่นกัน แม้ปกติเราจะทำความดีตามแบบของเราเองได้ แต่ถ้ามีเหตุการณ์ที่สร้างโอกาสอันยิ่งใหญ่นั้น ก็จะทำให้เราสร้างสิ่งดีได้มากยิ่งขึ้น

การจะมีอิสระนั้นไม่ง่าย ยิ่งการจะมีอิสระในการทำความดีนั้นยากยิ่งกว่า ซึ่งจะต้องสั่งสมเหตุปัจจัยที่เอื้อให้ทำความดีได้โดยไม่มีสิ่งผูกมัด ไม่มีคนผูกมัด ไม่มีงานผูกมัด และถึงที่สุดคือไม่มีกิเลส หรือไม่มีความโลภโกรธหลงใด ๆ ที่เป็นเหตุขวางกั้นไม่ยอมให้เราลุกออกไปทำดี มาผูกมัดเราไว้

…..

วันก่อนผมได้ไปหัดพับกระทงกระดาษ เป็นโอกาสในการทำความดีที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ใครเลยจะคิดว่าการพับกระทงไว้ใส่อาหารจะมีประโยชน์กับสังคมขนาดนี้ ทั้งช่วยลดขยะที่ย่อยสลายยากและสร้างวัฒนธรรมแห่งความพอเพียง คือใช้วัสดุสิ่งของที่หาได้ง่าย เช่น ใบตอง ใบไม้ต่าง ๆ หรือถ้าหาไม่ได้ก็ใช้กระดาษที่เขาผลิตไว้เผื่อห่ออาหาร

เป็นความดีเล็ก ๆ ที่หลายคนนำมารวมกันในโอกาสหนึ่งตามความสามารถของแต่ละคน บางคนมีทุนมีเงินก็เอาอาหาร เอาสิ่งของมาแจก มีรถก็เอามาช่วยขนส่ง มีความรู้ก็เอามาช่วยกันสร้างสรรค์ มีเวลามีแรงก็เอามาช่วยกันไปตามความถนัดของแต่ละคน

ถ้าเราไม่มีโอกาสและอิสระ เราก็คงจะไม่ได้ออกมาทำความดีกันมากมายขนาดนี้ นั่นเพราะเรามีทั้งเหตุการณ์ที่เป็นโอกาส และความพยายามหลุดพ้นจาก “สิ่งผูกมัดเราไว้ไม่ยอมให้เราออกมาทำดี” ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะเรามีแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ มีความดีที่ยิ่งใหญ่ เหมือนกับมีคลื่นลมที่ผลักดันเราออกไปจากจุดที่เราเคยอยู่ ผลักดันเราไปสู่จุดที่ดีกว่า

เพียงแค่เราพิจารณาให้เห็นความสำคัญในความสำคัญของโอกาสนี้ ว่านี่แหละคือโอกาสทำความดีที่ยิ่งใหญ่ ตอบสนองต่อคลื่นลมที่ได้เกิดขึ้น คือเราใช้โอกาสนี้ทำความดีพัฒนาตัวเองไปข้างหน้า ให้เป็นคนดีมากยิ่งขึ้น ให้เจริญมากยิ่งขึ้น ไม่ทำตัวเป็นเหมือนก้อนหินในทะเลที่ไม่หวั่นไหวต่อคลื่นลมใด ๆ การไม่หวั่นไหวนั้นควรใช้กับสิ่งชั่ว ส่วนสิ่งดีนั้นเราควรโอนอ่อนน้อมตามความดีนั้นไป หากมีคลื่นลมและกระแสแห่งความดีงาม เราก็ควรเกาะกระแสนั้นไป

เพราะโอกาสในการทำความดีนั้นหาได้ไม่ง่าย และความดีนั้นทำได้ยาก ความชั่วทำได้ง่ายกว่า ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้แล้วปล่อยผ่านไป ก็เหมือนเรือใบที่ไม่กางใบรับลมในตอนที่ลมมา พอลมสงบก็ลอยคว้างอยู่กลางมหาสมุทรที่ไม่มีลมพัด จะพายไปให้ถึงฝั่งก็เหนื่อยหนักหนาสาหัส พาลจะท้อและล้มเลิกที่จะทำสิ่งดีนั้น

การที่คนมากมายออกมาทำดีร่วมกันในโอกาสนี้ ผมเชื่อว่าพวกเขารู้ได้ด้วยตนเองว่า “การทำดี คือสิ่งที่ดี” ไม่มีอะไรดีกว่าการทำดี นั่นเพราะเขาได้เห็นตัวอย่างของการพากเพียรทำความดี และเห็นผลของการทำดี ที่ดีแท้และยั่งยืนยาวนานมากว่า ๗๐ ปี

และคุณค่าสูงสุดของการทำดี ก็คือ  “การทำดี และอยู่เหนือดีนั้น” หรือ “การทำดี โดยไม่ติดยึดความดี” คือทำดีแล้วไม่เสพผลแห่งความดี คือทำแล้วไม่หลงตนว่าฉันเป็นคนดี ไม่หลงยึดว่าสิ่งที่ฉันทำนั้นดีที่สุด หรือ ฉันทำดีให้เธอนะ, ฉันทำดีมากกว่าเธอนะ, ฉันทำดีขนาดนี้เชียวนะ ฯลฯ คือ ไม่แสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุขใด ๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นคือมลทินที่จะลดทอนคุณค่าของความดี จนกระทั่งทำลายคุณความดีที่เคยทำทิ้งทั้งหมดไปเลยก็ได้

เมื่อความดีที่ทำนั้น ไม่มีเงื่อนไข ไม่อยู่ภายใต้การบงการของใคร และไม่มีกิเลสใดซุกซ่อนอยู่ภายใน ความดีนั้นก็จะเป็นความดีที่บริสุทธิ์ และเกิดผลดีสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นในโลกนี้

16.11.2559

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ (Dinh Airawanwat)

โอวาทปาฏิโมกข์ : ไม่ทำบาปทั้งปวง มุ่งทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส

February 22, 2016 | | มีผู้เข้าชมทั้งหมด 1,983 views 0

โอวาทปาฏิโมกข์

โอวาทปาฏิโมกข์ : ไม่ทำบาปทั้งปวง มุ่งทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส

เนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา จึงขอหยิบยกหลักธรรม ๓ ข้อ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เมื่อสองพันหกร้อยกว่าปีก่อน เป็นหลักธรรมที่แสดงให้เห็นถึงหลักการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ จะนำมาขยายกันในบทความนี้

หลายคนอาจจะเคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับหลักธรรม ๓ ข้อนี้มาไม่มากก็น้อย ซึ่งในบทความนี้ก็จะขยายกันตามที่ได้ศึกษามา อาจจะแตกต่างหรือคล้ายคลึงกับที่ท่านได้ยินได้ฟังมาก็ได้ ซึ่งก็ขอให้ลองพิจารณากันดู

ไม่ทำบาปทั้งปวง

การไม่ทำบาปของพุทธ คือการไม่ทำบาปในทุกๆกรณี ไม่มีช่องว่างใดๆ ไว้ให้ทำบาปเลย ไม่มีชั่วและดีผสมกันในเนื้อแท้ของพุทธ บาปนั้นคืออะไร? บาปนั้นก็คือ “กิเลส” ซึ่งตรงข้ามกับ “บุญ” หรือการชำระกิเลส ถ้าบุญคือการทำให้กิเลสลดลง บาปนั้นก็คือการทำให้กิเลสเพิ่มขึ้น การสนองความอยากก็ตาม การสะสมความยึดมั่นถือมั่น หรือ โลภ โกรธ หลง ก็เป็นบาปทั้งนั้น ข้อนี้เป็นธรรมที่เป็นเป้าหมายที่ควรเข้าถึงเป้าหมายหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หมายความจะทำได้ทันที เพราะในภาคปฏิบัตินั้นจะต้องศึกษาให้รู้จัก “โทษของบาป” และยับยั้งการทำสิ่งที่เป็นบาปเหล่านั้น ผู้ที่ไม่ทำบาป ไม่ทำสิ่งที่กิเลสบงการ หากว่าพอใจเพียงแค่ธรรมข้อนี้ ก็ถือว่าเป็นผู้เจริญในระดับหนึ่ง โดยภาพรวมก็จะเหมือนฤๅษีที่ไม่ทำบาป สงบนิ่ง สันโดษ พอเพียง ฯลฯ

มุ่งทำแต่ความดี

ศาสนาพุทธนั้นไม่เคยมองข้ามการทำความดี ท่านให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี ไม่หยุดทำดี ไม่ประมาทในความดีแม้น้อย สิ่งใดที่เป็นสิ่งดี หรือพิจารณาแล้วว่าดีมากกว่าเสีย เป็นกุศลมากกว่าอกุศล ก็จะยินดีทำ ไม่นิ่งเฉย ไม่ดูดาย ไม่หลีกหนีหน้าที่ เอาภาระ ไม่หนีโลก ไม่หนีสังคม เพราะการเกื้อกูลสังคมและโลกนั้นคือสิ่งดีที่ควรทำ ผู้ที่ทำแต่ความดีนั้น หากว่าพอใจเพียงแค่ธรรมข้อนี้ ก็ถือว่าเป็นผู้เจริญในระดับหนึ่ง โดยภาพรวมก็จะเหมือนคนดีหลายๆ คนที่โลกนั้นยกย่อง พวกเขามุ่งทำดี อดทน เสียสละได้กระทั่งชีวิต ทำดีตามที่โลกสรรเสริญและความเข้าใจตามภูมิปัญญาของท่านนั้นๆ

ทำจิตใจให้ผ่องใส

หลักธรรมข้อนี้เป็นข้อที่พิเศษ จะตีความเชิงโลกียะก็ได้แบบหนึ่ง ตีความเชิงโลกุตระก็ได้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะขยายในมุมของโลกียะให้ทำความเข้าใจกันก่อน

การทำจิตใจให้ผ่องใสตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไปนั้น คือการทำจิตใจให้สงบจากสภาวะที่ขุ่นมัวจากกิเลสที่เกิดขึ้น เช่นโกรธก็ไประงับโกรธ ด้วยวิธีใดๆ ก็ตามที่แต่ละคนได้ศึกษามา ก็จะสามารถเปลี่ยนจิตใจที่ขุ่นมัวเป็นจิตใจที่ผ่องใสได้ อันนี้เป็นความรู้ทั่วไป ปฏิบัติกันโดยทั่วไป เข้าใจกันโดยทั่วไป เป็นสามัญของโลก

ในส่วนของโลกุตระนั้นเป็นเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ ไม่มีศาสนาใดเหมือน ตามที่ได้ยกมุมของโลกียะไว้ข้างต้นนั้น ไม่ว่าศาสนาใดก็สามารถทำให้ให้ใจสงบแล้วกลับมาผ่องใสเช่นนั้นได้ด้วยวิธีเชิงสมถะ ซึ่งการทำจิตใจให้ผ่องใสอย่างพุทธที่แท้จริงนั้น คือการล้วงลึกเข้าไปถึงเหตุที่ทำให้จิตนั้นไม่ผ่องใส เช่น ถ้าเกิดความโกรธ ก็จะรู้ไปถึงเหตุแห่งความโกรธนั้น ว่าไปหลงผิดคิดเห็นอย่างไรจึงทำให้ความโกรธนั้นเกิดขึ้น และดับเหตุนั้นรวมถึงสามารถที่จะดับความโกรธได้ด้วยเช่นกัน การดับเหตุนั้นคืออะไร คือการเข้าไปดับภพของกิเลสนั้นๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจด้วยปัญญารู้แจ้งโทษชั่วของกิเลสนั้นๆ จนภพ ๓ (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) นั้นดับ จึงไม่ยึดมั่นถือมั่นและคลายตัณหาในที่สุด เพราะไม่ได้ยึดว่าสิ่งนั้นเป็นฉัน เป็นของฉัน เป็นสิ่งที่ฉันควรได้ จึงปรากฏเป็นสภาพจิตใจที่ผ่องใสจากกิเลส โดยไม่ต้องไปกำหนดเป็นครั้งคราวตอนที่จิตใจนั้นขุ่นมัวเหมือนวิธีโลกียะ ถ้าทำเรื่องใดได้ก็จะผ่องใสอย่างถาวรในเรื่องนั้น ไม่เวียนกลับมาขุ่นมัวอีก นี่คือวิธีการทำจิตใจให้ผ่องใสในเชิงโลกุตระซึ่งเป็นแก่นแท้ของพุทธเป็นความหมายที่แท้จริงของการทำจิตใจให้ผ่องใส

….เมื่อยึดเอาหลักธรรม ๓ ข้อนี้มาปฏิบัติ ชาวพุทธก็จะอดทนอดกลั้น ไม่ทำบาปได้ง่ายนัก จนถึงขั้นไม่ทำบาปเลย และหมั่นทำความดี มุ่งสร้างแต่กุศลกรรม ไม่ประมาทในกุศลกรรมแม้สิ่งนั้นจะดูน้อยนิด ถ้าหากว่ามีโอกาสทำได้ก็จะทำ ซึ่งจะใช้กุศลกรรมนี้นี่เองเป็นสิ่งที่มาหล่อเลี้ยงชีวิต สุดท้ายคือการทำจิตใจให้ผ่องใสจากกิเลส นอกจากจะไม่ทำบาปแล้ว ยังกำจัดบาปนั้นให้หมดสิ้นไปได้ด้วย เป็นผู้ที่แก้ไขปัญหาของจิตใจได้อย่างบริสุทธิ์สมบูรณ์ เปรียบดังภาชนะที่เป็นแตกรั่วเป็นรูเป็นช่องมียาพิษคือกิเลสไหลทะลักแสดงตัวตนออกมา นอกจากจะคอยอุดรอยรั่วแล้วยังสามารถนำยาพิษคือกิเลสนั้นออกได้อีกด้วย คือทำให้ไม่มีตัวตนของกิเลสในจิตใจ พอไม่มีกิเลส ไม่มียาพิษ ก็ไม่ต้องมาคอยอุด เพราะไม่มีอะไรที่มันจะรั่วหรือทะลักออกมา

การปฏิบัติธรรมนั้นจะต้องมีเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย ควรรู้ฐานะของตัวเอง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมจึงจะเจริญ หมายถึงเลือกปฏิบัติให้เหมาะสมกับกำลังของตัวเอง โดยใช้ศีลมาเป็นเครื่องขัดเกลาตน ตั้งแต่ ศีล ๕ , ๘, ๑๐, ไปจนถึงจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ปฏิบัติไปโดยลำดับ มีขั้นตอน มีความเจริญไปโดยลำดับ หยุดบาปได้โดยลำดับ ทำดีมากขึ้นได้โดยลำดับ และทำจิตใจให้ผ่องใสได้โดยลำดับ การปฏิบัติธรรมะของศาสนาพุทธย่อมมีลำดับเช่นนี้ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่ชันเหมือนเหว ไม่ใช่เพื่อบรรลุธรรมในทันที แต่เป็นไปเพื่อให้ศึกษาจนรู้จักโทษชั่วของกิเลสอย่างแจ่มแจ้งโดยลำดับ( พระไตรปิฎก เล่ม ๒๓ ปหาราทสูตร ข้อ ๑๐๙)

– – – – – – – – – – – – – – –

21.2.2559

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ (Dinh Airawanwat)